หลังส่งจ้าวเหิงจือกลับไปแล้ว เฉินเส้าอันก็หันกายเดินข้ามลานเรือน ก่อนสาวเท้ากลับไปยังโถงรับรอง
องค์รัชทายาทยังประทับอยู่บนที่นั่งประธาน ในมือถือถ้วยกระเบื้องขาวใบนั้น พลิกไปพลิกมาพินิจดู
ลายมังกรบนผิวถ้วยเลือนหายไปจนหมดสิ้นตามอุณหภูมิที่ลดลง บัดนี้มองดูแล้วไม่ต่างจากถ้วยชาทั่วไป
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า พระองค์ก็เงยพระพักตร์ขึ้น แววตาเผยความยินดีและความใคร่รู้อย่างปิดไม่มิด
“อาจารย์กลับมาแล้ว” องค์รัชทายาทวางถ้วยชาลง แล้วตรัสถามอย่างร้อนพระทัย “จ้าวเหิงจือไปแล้วหรือ? เขาว่าอย่างไรบ้าง?”
เฉินเส้าอันนั่งลงเบื้องล่างขององค์รัชทายาท ยกชาที่เย็นชืดในถ้วยของตนขึ้นจิบคำหนึ่ง ก่อนยิ้มกล่าวว่า
“องค์รัชทายาทวางพระทัย เรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว”
“ตอนจ้าวเหิงจือจากไป เขาแทบอยากควักหัวใจออกมาให้องค์รัชทายาททอดพระเนตร ทั้งยังเป็นฝ่ายด่าทอโหวเตี้ยนหนานกับเหยียนซื่อฉงอยู่ยกใหญ่ แสดงความภักดีเสียมากมาย เมื่อมีผู้ว่าการจินหลิงสนับสนุน เรื่องที่องค์รัชทายาทจะขึ้นครองราชย์ที่จินหลิงก็จัดการได้ง่ายขึ้นมาก”
องค์รัชทายาททรงถอนพระปัสสาสะยาว สีพระพักตร์ผ่อนคลายอย่างที่หาได้ยากในหลายวันที่ผ่านมา
พระองค์เอนพระวรกายพิงพนักเก้าอี้ วางพระหัตถ์ทั้งสองบนที่เท้าแขน เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพลันหันมาทอดพระเนตรเฉินเส้าอัน แววตาเปี่ยมด้วยความซาบซึ้งอย่างจริงใจ
“อาจารย์ เรื่องในวันนี้ต้องขอบคุณเจ้า” สุรเสียงขององค์รัชทายาทไม่ดังนัก ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นยิ่ง
“หากมิใช่เพราะเจ้ามีถ้วยชาวิเศษเช่นนี้ จิ้งจอกเฒ่าจ้าวเหิงจือคงไม่ยอมเอนเอียงมาฝ่ายเราโดยง่าย”
“แม้เราจะเป็นองค์รัชทายาท เป็นผู้สืบราชบัลลังก์ ทว่ากลับไม่มีทหารสักนาย แม้แต่ที่พักพิงก็ยังต้องอาศัยท่านตาช่วยเหลือ หากมิได้อาจารย์ช่วย เราก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าควรรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้อย่างไร”
