เฉินเส้าอันถือกล่องอาหารเดินเข้าไปในตำหนัก เห็นองค์หญิงน้อยนั่งอยู่ข้างพระมารดาที่โต๊ะอาหารแล้ว ใบหน้าเล็กแดงระเรื่อ ดวงตากลมโตเป็นประกายจับจ้องมาที่เขา ดูมีชีวิตชีวากว่าเมื่อคืนมาก
เขาพลอยโล่งใจไปด้วย จึงก้าวเข้าไปคำนับแล้วกล่าวว่า “กระหม่อมเฉินเส้าอัน คารวะฮองเฮาเหนียงเหนียงและองค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ วันนี้พระพักตร์ขององค์หญิงดูสดใสขึ้นมาก”
เวลานั้นเอง เสียงรายงานพลันดังมาจากนอกตำหนักว่าองค์รัชทายาทเสด็จมาเยี่ยมองค์หญิง
จากนั้นเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น องค์รัชทายาทเซียวจิ่งรุ่ยก้าวยาว ๆ เข้ามา สีหน้าแฝงความห่วงใยอยู่หลายส่วน
เมื่อเห็นองค์หญิงน้อยแก้มแดงระเรื่อ ท่าทางกระปรี้กระเปร่า เขาก็ชะงักไปก่อนจะเผยรอยยิ้มยินดีออกมา
“โอ้ เล่อหนิง สีหน้าของเจ้าดูไม่เหมือนคนเพิ่งป่วยเลย เมื่อคืนมิใช่มีไข้สูงอยู่หรอกหรือ?”
องค์หญิงน้อยเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “หายแล้ว! พ่อครัวหลวงเฉินให้ข้าดื่มน้ำแกง ทั้งยังเอาของเย็น ๆ มาวางให้ พอตื่นเช้ามาก็ไม่รู้สึกไม่สบายแล้ว”
องค์รัชทายาทหันไปมองฮองเฮา ฮองเฮาพยักหน้า น้ำเสียงเจือความรู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง
“เมื่อคืนต้องขอบคุณพ่อครัวหลวงเฉิน เขาใช้วิธีพื้นบ้านบางอย่างที่ถ่ายทอดมาจากแดนโพ้นทะเล ทั้งป้อนน้ำแกงทั้งวางแผ่นประคบเย็น วุ่นวายอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม ไข้ขององค์หญิงจึงค่อย ๆ ลดลง เช้านี้ตื่นมาก็หายดีแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววประหลาดใจก็วาบผ่านดวงตาองค์รัชทายาท ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นความชื่นชม “พ่อครัวหลวงเฉินเป็นผู้มีความสามารถจริง ๆ ทำอาหารเก่งก็แล้วไปเถิด คาดไม่ถึงว่าจะรู้วิชาแพทย์อยู่บ้างด้วย ช่างหาได้ยากยิ่ง”
เฉินเส้าอันประสานมือค้อมกาย “องค์รัชทายาททรงชมเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ นี่เป็นหน้าที่ของกระหม่อม กระหม่อมเพียงทำอาหารบางอย่าง ซึ่งบังเอิญช่วยอาการประชวรขององค์หญิงได้บ้างเท่านั้น”
