องค์หญิงเล่อหนิงรอไม่ไหวมานานแล้ว นางประคองถ้วยใบเล็กขึ้นมา เป่าอย่างระมัดระวัง ก่อนจะจิบไปคำหนึ่ง
น้ำแกงหวานละมุน กลิ่นหวานของข้าวโพดผสานเข้ากับความหอมของเนื้อซี่โครงได้อย่างลงตัว ไหลผ่านลำคอลงไป พลันทำให้ทั่วร่างอบอุ่นขึ้น
ดวงตาของนางเป็นประกาย จึงยกถ้วยขึ้นจิบอีกคำใหญ่ ก่อนวางลงแล้วทอดถอนใจอย่างพึงพอใจ “อร่อยเหลือเกิน! หวานละมุน ทั้งยังอุ่นท้องด้วย”
ฮองเฮายกถ้วยขึ้นจิบเช่นกัน แล้วพยักหน้า
“น้ำแกงนี้รสชาติดีจริง หวานใสไม่เลี่ยน รสข้าวโพดก็หอมยิ่งนัก ซึมผสานลงไปหมดแล้ว มีกลิ่นหอมพิเศษกว่าน้ำแกงทั่วไปอยู่หลายส่วน”
องค์รัชทายาทจิบไปคำหนึ่ง ลิ้มรสอย่างละเอียดแล้วกล่าวว่า
“หลังนำข้าวโพดมาต้มเป็นน้ำแกง ความหวานของมันก็ละลายออกมาในน้ำแกงเสียหมด จึงไม่หวานมากนักเมื่อเคี้ยวเนื้อข้าวโพด แต่กลับมีรสหอมสดชื่น ซี่โครงก็ต้มจนเปื่อยนุ่ม เพียงเม้มเบา ๆ เนื้อก็หลุดออกจากกระดูกแล้ว”
ฮ่องเต้ไม่ได้ตรัสมาก เพียงดื่มน้ำแกงต่อเนื่องกัน ไม่นานก็ซดจนหมดถ้วย
พระองค์วางถ้วยลง ทอดพระเนตรท่อนข้าวโพดที่เหลืออยู่ แล้วเอื้อมพระหัตถ์หยิบขึ้นมากัดคำหนึ่ง
ข้าวโพดผ่านการเคี่ยวเป็นเวลานานจนเนื้อนุ่มเหนียว เคี้ยวแล้วมีรสหวานจาง ๆ และกลิ่นหอมสดชื่น
ฮ่องเต้เคี้ยวสองสามครั้งแล้วพยักหน้า แม้ไม่ได้ตรัสชมออกมา แต่ท่าทีที่เสวยคำแล้วคำเล่าก็อธิบายทุกอย่างได้ชัดเจนแล้ว
อาหารจานที่สองเป็นจานกระเบื้องสีขาว ภายในเรียงขนมข้าวโพดทอดสีเหลืองทองเป็นชิ้น ๆ ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน โรยน้ำตาลป่นบาง ๆ ไว้ด้านบน
