แสงอาทิตย์ยามเที่ยงลอดผ่านช่องหน้าต่างฉลุลายของวิหารข้าง สาดลงบนพื้นอิฐเขียว เกิดเป็นเงาแสงพร่างพราย
ภายในวิหารข้างจัดวางโต๊ะอาหารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปูผ้าสีเขียวเรียบง่าย ไทเฮาประทับนั่งตรงหัวโต๊ะ ฮองเฮาประทับทางขวามือ องค์รัชทายาทประทับทางซ้ายมือ พระสนมฮวาพาองค์ชายเจ็ดประทับนั่งปลายโต๊ะ ส่วนองค์หญิงเล่อหนิงประทับนั่งชิดฮองเฮา
พระในวัดยกอาหารกลางวันมาจัดวางไว้ก่อนแล้ว
ในชามดินเผาหยาบหลายใบมีโจ๊กใส น้ำแกงเต้าหู้ เผือกนึ่ง ถั่วแระต้ม และผักเขียวหนึ่งจาน
การจัดวางเรียบง่ายไร้เครื่องประดับฉูดฉาด มีไอร้อนจาง ๆ ลอยขึ้นมา ส่งกลิ่นหอมดั้งเดิมของวัตถุดิบ ไทเฮาทอดพระเนตรอาหารเจคุ้นตาหลายอย่างบนโต๊ะ สีพระพักตร์เผยความพึงพอใจ
พระนางหยิบตะเกียบขึ้นมา ตรัสกับทุกคนว่า “อาหารเจของวัดเป่าฮวา ข้ากินมาสิบปีแล้ว รสอ่อนช่วยบำรุงร่างกาย ทุกครั้งที่มา ข้าต้องกินโจ๊กสักชามกับเผือกนึ่งสองชิ้น จึงจะรู้สึกว่ามาคราวนี้ไม่เสียเที่ยว มา ทุกคนลงมือเถิด”
ฮองเฮากลับยังมิได้หยิบตะเกียบขึ้นมา เพียงแย้มพระสรวลตรัสว่า
“เสด็จแม่ อย่าเพิ่งรีบร้อน พ่อครัวหลวงเฉินกำลังเตรียมอาหารกลางวันอยู่ในครัว เขาว่าทำอาหารเจไว้หลายอย่าง อีกไม่นานก็จะยกมา เสด็จแม่ทรงรอสักครู่ ลองชิมดูว่าอาหารเจฝีมือเขาเป็นอย่างไรดีหรือไม่เพคะ”
ไทเฮาชะงักเล็กน้อย ก่อนแย้มพระสรวลตรัสว่า “เช่นนั้นก็ได้ ข้ากินอาหารเจของวัดจนชินแล้ว จะอย่างไรก็ไม่เป็นไร พวกเจ้าคนหนุ่มสาวคงกินอาหารรสอ่อนจืดเช่นนี้ไม่ค่อยลง รออาหารของพ่อครัวหลวงเฉินยกมาแล้ว พวกเจ้าก็กินให้มากหน่อย”
