วัดเป่าฮวาตั้งอยู่เชิงเขาลูกเล็กนอกเมืองหลินอันไปทางตะวันตกยี่สิบลี้ ภูเขาโอบล้อมสามด้าน อีกด้านหนึ่งติดริมน้ำ ท่ามกลางเงาสนและไซปรัสเขียวชอุ่ม แลเห็นกำแพงสีเหลืองกับหลังคากระเบื้องสีเข้มอยู่รำไร
รถม้าแล่นคดเคี้ยวขึ้นไปตามทางเขา ครั้นมาถึงหน้าประตูวัด ก็เห็นซุ้มประตูหินเก่าแก่ตั้งตระหง่านขวางอยู่กลางทาง บนป้ายมีอักษรสีทองสี่ตัวเขียนว่า “วัดฌานเป่าฮวา” ลายพู่กันหนักแน่นทรงพลัง แฝงกลิ่นอายอันน่าเกรงขามอยู่รำไร
เมื่อผ่านประตูวัดเข้าไป เบื้องหน้าคือทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหินสีเขียว สองข้างทางมีต้นไม้เก่าแก่สูงเสียดฟ้า ร่มเงาทึบแผ่คลุมบดบังแสงตะวัน กันไอร้อนในฤดูคิมหันต์มิให้ล่วงเข้ามา
สุดทางเดินเป็นวิหารมหาวีรพุทธ วิหารหลังคาซ้อนเชิงชายงอนงาม เสาและคานประดับไขว้กันอย่างวิจิตร โอ่อ่าตระการตา
ภายในกระถางธูปหน้าโถงมีควันสีเขียวลอยอ้อยอิ่ง กลิ่นไม้จันทน์หอมอบอวลไปทั่วอากาศ ผู้มาเยือนเพียงก้าวเข้ามาก็รู้สึกจิตใจสงบลง
ไทเฮาเสด็จเข้าไปในวิหารมหาวีรพุทธ โดยมีฮองเฮาและองค์รัชทายาทประคอง ส่วนพระสนมฮวากับองค์หญิงเล่อหนิงคอยตามเสด็จไปด้วย ไทเฮาทรงจุดธูปอธิษฐานขอพรต่อหน้าพระพุทธรูปด้วยความเลื่อมใส
นางคุกเข่าบนเบาะรองนั่ง ประนมมือ หลับตาลงเล็กน้อย ท่องพระสูตรในใจเงียบ ๆ เสียงระฆังพรหมดังแผ่วในโถง เสียงเคาะปลาไม้ดังเป็นจังหวะ กลิ่นไม้จันทน์ลอยอวล บรรยากาศสงบขรึมและเปี่ยมสันติ
เฉินเส้าอันกับเสี่ยวตุ้นจื่อไม่ได้ตามเข้าไปในวิหาร
การเดินทางครั้งนี้ยังมีภารกิจอีกอย่าง นั่นคือเตรียมอาหารกลางวันให้ไทเฮาและทุกคน
ทั้งสองหิ้ววัตถุดิบกับเครื่องครัว อ้อมวิหารมหาวีรพุทธ เดินผ่านระเบียงไปยังครัวเซียงจีทางด้านหลังวัด
