เหยียนซื่อฉงรับแว่นตาที่ฮ่องเต้ส่งคืนมา พลางรู้สึกฉงนอยู่ในใจเล็กน้อย
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนึกอะไรขึ้นได้ จึงรีบอธิบายว่า
“ฝ่าบาท กระหม่อมนึกออกแล้ว ตอนพ่อครัวหลวงเฉินทำแว่นตาคู่นี้ให้กระหม่อม เขาเคยกล่าวเป็นพิเศษว่า แว่นตานี้สร้างขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้สูงวัยที่สายตายาวมองเห็นสิ่งใกล้ได้ชัดขึ้น บัดนี้ฝ่าบาทยังทรงพระเยาว์และแข็งแรง เกรงว่าคงไม่จำเป็นต้องใช้แว่นตานี้พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ตรัส “อ้อ” แล้วเอนพระวรกายพิงพนักเก้าอี้ น้ำเสียงแฝงความเสียดายอยู่หลายส่วน “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ น่าเสียดาย ช่วงนี้ข้าก็รู้สึกว่ามองสิ่งต่าง ๆ ได้ลำบากขึ้น ต้องยกมาใกล้จึงจะเห็นชัด เดิมคิดว่าแว่นตานี้จะช่วยให้สายตาข้าดีขึ้นได้ ที่แท้กลับไม่ได้”
เฉาเต๋อไห่ฉวยโอกาสกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า “ฝ่าบาท พ่อครัวหลวงเฉินก็ไม่ใช่เทพเซียน สิ่งที่เขาทำได้ก็มีเพียงเท่านี้ มิได้วิเศษอย่างที่เล่าลือกันพ่ะย่ะค่ะ”
เหยียนซื่อฉงกลับอธิบายอย่างไม่เร่งร้อนว่า “ฝ่าบาท อาการสายตาพร่ามัวของกระหม่อมต่างจากของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
“กระหม่อมมองตัวหนังสือใกล้ ๆ ไม่ชัด ต้องยกสิ่งของออกไปไกลจึงจะพอมองเห็น แต่หากไกลเกินไป ตัวหนังสือก็เล็กจนมองไม่ชัด ยากจะเลือกทางใดดี”
“ส่วนฝ่าบาทเพียงมองทิวทัศน์ไกล ๆ ไม่ชัด เมื่อยกมาใกล้ย่อมเห็นชัดขึ้น จึงมิได้เป็นอุปสรรคมากนัก ด้วยเหตุนี้แว่นตาจึงเป็นดังถ่านกลางหิมะสำหรับกระหม่อม แต่กลับช่วยฝ่าบาทไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
เหยียนซื่อฉงไม่รู้ว่าแว่นตามีทั้งชนิดสำหรับสายตายาวและสายตาสั้น เพราะเฉินเส้าอันอธิบายเรื่องเหล่านี้โดยเจาะจงถึงอาการสายตายาวของเขา การที่เขาไม่เข้าใจจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
