หลังจัดเตรียมอาหารเช้าของฮองเฮาและองค์หญิงน้อยเสร็จ เฉินเส้าอันก็ว่างลง
ห้องครัวเล็กที่เฉินเส้าอันใช้อยู่แห่งนี้เป็นสถานที่ซึ่งฮองเฮาจัดสรรให้เขาเป็นพิเศษ แม้จะไม่กว้างขวางนัก แต่ก็เงียบสงบ อุปกรณ์ครบครันทั้งเตาเขียงและโอ่งน้ำ ปกติมีเพียงเขากับเสี่ยวตุ้นจื่อ ศิษย์ของเขาเท่านั้นที่ทำงานอยู่ที่นี่
ยามนี้ไม่มีสิ่งใดให้ทำ เขาจึงยกเก้าอี้มานั่งข้างเตา มองเสี่ยวตุ้นจื่อฝึกฝนฝีมือการใช้มีดอยู่หน้าเขียง
เสี่ยวตุ้นจื่อกำมีดแกะสลักที่เฉินเส้าอันซื้อมาให้โดยเฉพาะ กำลังสลักลวดลายลงบนหัวไชเท้า สีหน้าจดจ่อราวกับกำลังแกะสลักผลงานศิลปะชิ้นหนึ่ง
เฉินเส้าอันมองอยู่ครู่หนึ่ง กำลังจะเอ่ยแนะนำสักสองคำ พลันได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากหน้าประตูห้องครัว
เขาเงยหน้ามอง เห็นชายชราผู้หนึ่งสวมชุดขุนนาง หนวดเคราและเส้นผมขาวโพลนยืนอยู่ตรงประตู สายตากวาดมองภายในห้องครัว ก่อนจะหยุดลงที่ตัวเขา
“พ่อครัวหลวงเฉิน” ชายชราเอ่ยเรียก
เฉินเส้าอันลุกขึ้นทันที ประสานมือคารวะ “ใต้เท้าท่านนี้คือ...? ขออภัยที่ข้าน้อยตาถั่วชั่วขณะ จึงจำท่านไม่ได้”
ชายชราก้าวเข้ามาในห้องครัว ลูบเคราพลางยิ้มกล่าว “ข้าคือหวังหลุน เสนาบดีกระทรวงขุนนาง”
เฉินเส้าอันพลันเข้าใจในใจ เป็นไปตามคาด มาจนได้
ทว่าบนใบหน้าเขากลับแสร้งทำท่าราวกับเพิ่งนึกออก แล้วรีบค้อมกายกล่าว “ที่แท้คือใต้เท้าหวัง เสียมารยาทแล้ว เสียมารยาทแล้ว ใต้เท้าหวังมาเยือนห้องครัวเล็ก ๆ ของข้าน้อย ไม่ทราบว่ามีธุระอันใดหรือขอรับ?”
หวังหลุนไม่อ้อมค้อม เอ่ยตรงประเด็นว่า
“พ่อครัวหลวงเฉิน ข้าคงไม่กล่าวคำเกรงใจให้มากความ เมื่อวานแว่นตาคู่นั้นที่อัครมหาเสนาบดีเหยียนสวมในท้องพระโรง เจ้ายังมีอยู่หรือไม่?”
