จ้าวโส่วหลี่พูดพลางยกจอกขึ้นดื่มรวดเดียวอีกจอก
“ข้าเป็นถึงผู้ดูแลเครื่องเสวยแห่งห้องเครื่องหลวง กลับกลายเป็นแค่ของประดับไปเสียแล้ว ท่านไม่เห็นท่าทางลำพองใจของเขา ทุกวันเข้าออกห้องเครื่องหลวง โดยมีเสี่ยวตุ้นจื่อเดินตามหลังประคองข้าวโพดกับมันฝรั่งพวกนั้น ราวกับประคองตำลึงทองก็ไม่ปาน”
หลิ่วซานเว่ยพยักหน้าหงึก ๆ รับคำอีกฝ่ายต่อเนื่อง
“นี่ก็เกินไปหน่อยแล้ว ท่านลุงอยู่ห้องเครื่องหลวงมาตั้งหลายปี ทั้งประสบการณ์และอาวุโส มีข้อใดด้อยกว่าพ่อครัวหลวงเฉินผู้นั้นเล่า?”
“นั่นสิ!” จ้าวโส่วหลี่คล้ายได้พบผู้ที่เข้าใจ อารมณ์จึงยิ่งพลุ่งพล่าน
“ที่น่าโมโหยิ่งกว่านั้นคือ หลายวันมานี้พวกขุนนางผู้สูงศักดิ์ต่างส่งคนมาถามข่าวเรื่องเมล็ดพันธุ์ที่ห้องเครื่องหลวง เอ่ยปากก็เรียกแต่ ‘พ่อครัวหลวงเฉิน’ ทำราวกับข้าเป็นอากาศ”
“พวกเขาคิดว่าเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นเป็นสิ่งที่เฉินเส้าอันนำกลับมาจากแดนโพ้นทะเล ขอเพียงไปหาเขาก็จะได้เมล็ดพันธุ์มา”
“แต่เฉินเส้าอันจะยังมีเมล็ดพันธุ์เหลืออยู่ที่ใด? มีอยู่เพียงน้อยนิด ปลูกลงในฟาร์มของหงเป่าจนหมดแล้ว ผลที่เก็บเกี่ยวได้ก็ถูกองค์รัชทายาทนำไปเสียสิ้น ในมือเขาไม่เหลือแม้แต่เมล็ดเดียว”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาก็แค่นหัวเราะ “พวกขุนนางผู้สูงศักดิ์เหล่านั้นก็โง่เขลานัก หอบทองเงินและอัญมณีไปหาเขาเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ แล้วเขาจะเอาอะไรไปขาย? หากเขามีให้จริง ข้าก็อยากเห็นนักว่าเสกมันออกมาจากที่ใด!”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ หัวใจหลิ่วซานเว่ยพลันกระตุกวูบ สีหน้าเขายังคงสงบนิ่ง ขณะรินสุราให้จ้าวโส่วหลี่ต่อ แล้วถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า
