ฮองเฮาตรัสมาถึงตรงนี้ก็เว้นจังหวะอย่างมีนัย สายพระเนตรที่ทอดมองหลิ่วหยามีแววหยอกเย้าอยู่เล็กน้อย
“ถึงเวลานั้น งานมงคลของเจ้ากับเฉินเส้าอันก็ควรจัดขึ้นแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าก็จะเป็นภรรยาขุนนางอย่างเต็มตัว มีบรรดาศักดิ์พระราชทานติดตัว ไหนเลยจะยังทำงานรับใช้ผู้อื่นได้อีก?”
ใบหน้าของหลิ่วหยาพลันแดงก่ำไปจนถึงใบหู
นางอ้าปาก อยากพูดอะไรสักอย่าง ทว่ากลับรู้สึกราวกับลิ้นพันกันอยู่ จนเอ่ยออกมาไม่ได้แม้แต่คำเดียว
หัวใจเต้นตึกตัก ราวกับมีกวางน้อยตัวหนึ่งกำลังวิ่งพล่านอยู่ในอก
นางทั้งตกใจ ทั้งยินดี ทั้งเขินอาย ความรู้สึกนานัปการประดังประเดเข้ามาจนศีรษะพร่าเลือน
สิ่งที่ทำให้นางตกใจคือฮองเฮาทรงคิดไปไกลถึงเพียงนั้นแล้ว ส่วนสิ่งที่ทำให้นางยินดีก็คืองานมงคลระหว่างนางกับเฉินเส้าอันถูกกำหนดไว้เช่นนี้แล้ว ขณะที่สิ่งที่ทำให้นางเขินอายคือเรื่องเช่นนี้ถูกกล่าวต่อหน้ากัน ช่างทำให้อยากมุดแผ่นดินหนีเสียจริง
นางก้มหน้า มือทั้งสองบิดชายเสื้อไปมา เสียงเบาราวกับยุงบิน “เหนียงเหนียง... บ่าว... บ่าว...”
“พอแล้ว ๆ ไม่หยอกเจ้าแล้ว” ฮองเฮาตรัสพลางแย้มพระสรวล แล้วตบมือนางเบา ๆ “เจ้าไม่ต้องคอยรับใช้เล่อหนิงแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ได้พบกันเสียหน่อย”
“เล่อหนิงยังคงพักอยู่เรือนข้าง ๆ หากเจ้าอยากมาหานางเล่นเมื่อใดก็มาได้ทุกเมื่อ เหมือนแต่ก่อน เพียงแต่ไม่ต้องคอยยกน้ำชา จัดที่นอน หรือทำงานจุกจิกเหล่านั้นแล้ว เข้าใจหรือไม่?”
องค์หญิงเล่อหนิงตรัสอย่างยินดีเช่นกัน “ใช่แล้ว พี่หลิ่วหยา ต่อไปพวกเรายังเล่นด้วยกันได้”
