คนกลุ่มหนึ่งพูดคุยหัวเราะกันไป ไม่นานก็มาถึงหอสุราเมามายเซียนทางใต้ของเมือง
มองจากระยะไกลก็เห็นโรงเตี๊ยมสูงสองชั้นตั้งตระหง่านอยู่ตรงปากถนน ประตูทาสีชาด ป้ายทองอร่ามหน้าร้านคลาคล่ำไปด้วยรถม้าและผู้คน ลูกค้าเข้าออกไม่ขาดสาย คึกคักยิ่งนัก
เสี่ยวเอ้อหน้าร้านยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหยุดพัก แม้อยู่ห่างออกไปครึ่งถนนก็ยังสัมผัสได้ถึงบรรยากาศคึกคักของที่นี่
หงเป่าเงยหน้ามองป้ายร้านแล้วเอ่ยอย่างประหลาดใจว่า “โห คึกคักไม่น้อยทีเดียว”
ทุกคนเดินเข้าไปในโถงใหญ่ ข้างในมีลูกค้าเต็มทุกที่นั่ง โต๊ะหลายสิบตัวบนชั้นล่างแน่นขนัด เสี่ยวเอ้อยกถาดอาหารเดินขวักไขว่ไปมา จนเหงื่อท่วมศีรษะ
หงเป่ากำลังจะไปหาผู้ดูแลร้านเพื่อจองที่นั่ง ทว่าอีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาเห็นคนกลุ่มใหญ่กรูกันเข้ามาจากหน้าประตู โดยมีแม่ทัพเฒ่าสองท่านเดินนำอยู่ ก็พลันตกใจจนรีบวางสมุดบัญชีในมือลง แล้วสาวเท้าเล็ก ๆ ออกมาต้อนรับ
“โอ้! ท่านแม่ทัพหง ท่านแม่ทัพจู ลมอะไรหอบแม่ทัพเฒ่าทั้งสองท่านมาถึงร้านเล็ก ๆ แห่งนี้ ช่างเป็นเกียรติแก่ร้านยิ่งนัก”
หงฝูโบกมือพลางยิ้ม “ผู้ดูแลร้าน พวกเรามาราวยี่สิบคน อยากหาที่นั่งกินอาหารสักมื้อ ที่ร้านยังมีที่ว่างหรือไม่?”
ผู้ดูแลร้านกวาดตามองลูกค้าเต็มร้าน สีหน้าลำบากใจ ทว่าคำพูดที่จวนจะเอ่ยกลับกลืนลงคอไป
คนทั้งสองเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ในราชสำนัก จะล่วงเกินไม่ได้
เขากัดฟันยิ้มประจบ “มีขอรับ มี! ชั้นสองยังมีห้องส่วนตัวอยู่ห้องหนึ่ง ปกติไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้า ใช้สำรองไว้รับรองแขกผู้มีเกียรติขอรับ เชิญทุกท่านขึ้นไปชั้นบน”
คนกลุ่มหนึ่งขึ้นไปยังชั้นสอง ห้องส่วนตัวแม้ไม่กว้างนัก แต่เงียบสงบ โต๊ะกลมตัวใหญ่สองตัวนั่งได้พอดีกับคนราวยี่สิบคน
ทุกคนทยอยนั่งลง หงเป่า เฉินเส้าอัน หงฝู จูติ้งกั๋ว จูต้าฉาง เสี่ยวตุ้นจื่อ และโจวเซี่ยวเว่ยนั่งโต๊ะเดียวกัน ส่วนพี่น้องที่เหลือนั่งอีกโต๊ะหนึ่ง
