ห้องครัวจวนสกุลลู่ไม่เคยคึกคักเท่าค่ำคืนนี้มาก่อน
เตาไฟขนาดใหญ่ทุกเตาล้วนติดไฟพร้อมกัน เปลวไฟเลียก้นหม้อ ส่งเสียงปะทุเปรี๊ยะ ๆ
เสียงสับผักตึงตังบนเขียง เสียงน้ำมันร้อนฉ่าดังซู่เมื่อวัตถุดิบลงกระทะ และเสียงชามจานกระทบกันก๊องแก๊งประสานเป็นจังหวะเดียว ท่ามกลางไอร้อนที่ลอยกรุ่นกับกลิ่นอาหารเข้มข้น ห้องครัวทั้งห้องประหนึ่งสมรภูมิที่กำลังโหมไฟ
ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ ร่างเล็กผอมตรงหน้าเตากลับเป็นที่สะดุดตาที่สุด
เสี่ยวตุ้นจื่อถกแขนเสื้อขึ้นสูง มือจับตะหลิวแน่น พลางตั้งอกตั้งใจผัดหมูสามชั้นทีละชิ้นในกระทะ
เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก ผ้ากันเปื้อนเปรอะคราบน้ำมันเป็นดวง ๆ ทว่าสายตาของเขาไม่เคยละจากอาหารในกระทะแม้ชั่วขณะ ปลายจมูกขยับเล็กน้อย คอยจับความเปลี่ยนแปลงของกลิ่นในกระทะอยู่ตลอด
“พ่อครัวหลวงเสี่ยวตุ้นจื่อ ควบคุมไฟได้แม่นยำถึงเพียงนี้เชียวหรือ!” พ่อครัวคนหนึ่งของจวนสกุลลู่ชะโงกมองหมูตุ๋นน้ำแดงสีแดงมันวาวในกระทะ แล้วอดกลืนน้ำลายไม่ได้
“ดูสีสิ มันวาวน่ากิน เห็นแวบเดียวก็รู้ว่ารสซึมเข้าเนื้อแล้ว ข้าทำอาหารจากเนื้อสัตว์มา 20 ปี ไม่เคยคิดเลยว่าเนื้อหมูจะหอมได้ถึงเพียงนี้”
เสี่ยวตุ้นจื่อหัวเราะแหะ ๆ มือยังคงผัดไม่หยุด “มิได้ฝีมือข้ายังห่างชั้นนัก หากอาจารย์ข้าอยู่ที่นี่ อาหารที่ทำออกมาต้องอร่อยกว่าของข้าถึง 10 เท่า”
“อาจารย์ของเจ้า?” พ่อครัวคนนั้นเบิกตากว้าง “อาจารย์เจ้าเป็นใครกัน ฝีมือทำอาหารจะเก่งกว่าเจ้าถึง 10 เท่าได้เชียวหรือ?”
“อาจารย์ของข้าก็คืออาจารย์เฉินน่ะ!” เสี่ยวตุ้นจื่อเอ่ยพลางโรยน้ำตาลลงในกระทะอย่างชำนาญ สะบัดข้อมือเพียงครั้ง เนื้อในกระทะก็พลิกกลับพร้อมกัน
