ภายในโถงเงียบงันไปชั่วขณะ ก่อนจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงดังขึ้น
“เฉินเส้าอัน... ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน” ผู้ดีท้องถิ่นผู้หนึ่งซึ่งหนวดเคราขาวโพลนขมวดคิ้ว พลางกระซิบกับสหายข้างกาย “แต่ดูท่วงท่าของเขาสิ มิใช่คนธรรมดาเป็นแน่”
“ศิษย์สำนักม่อ!” บัณฑิตวัยกลางคนที่อยู่ข้าง ๆ ตบต้นขาฉาดหนึ่ง ก่อนลดเสียงลงแต่ยังปิดบังความตื่นเต้นไม่มิด “ต้องเป็นศิษย์สำนักม่อแน่”
“สำนักม่อเชี่ยวชาญวิชากลไก สร้างได้ทั้งว่าวไม้รูปนกและเครื่องจักรที่เคลื่อนไหวเอง ท่านเฉินผู้นี้ต้องเป็นผู้สืบทอดสายตรงของสำนักม่อ มิฉะนั้นจะสร้างสิ่งล้ำค่าเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“สำนักม่อหรือ?” อีกคนส่ายหน้า “สำนักม่อเสื่อมถอยไปตั้งแต่ร้อยปีก่อนแล้ว ผู้สืบทอดเหลืออยู่เพียงน้อยนิด”
“อีกอย่าง ต่อให้เป็นศิษย์สำนักม่อจริง การสร้างของวิเศษเหล่านี้ เกรงว่าคงมิใช่อาศัยฝีมือเพียงอย่างเดียวกระมัง?”
“ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เอาแค่โคมระย้าแก้วนั่น พวกท่านลองมองเหนือศีรษะดูสิ แก้วผลึกเม็ดใหญ่ระยิบระยับใสกระจ่าง ไร้มลทิน แต่ละเม็ดล้วนมีค่าควรเมือง ต่อให้เป็นศิษย์สำนักม่อ ก็ต้องมีวัตถุดิบชั้นเลิศเช่นนี้ จึงจะสร้างของวิเศษขึ้นมาได้”
“เช่นนั้นแก้วผลึกเหล่านี้คงเป็นขององค์รัชทายาท แล้วอาศัยมือท่านเฉินผู้นี้สร้างเป็นโคมแก้วส่องสว่างอันประณีตงดงาม”
“กล่าวได้มีเหตุผล” คนข้าง ๆ เอ่ยคล้อยตาม “ลองดูเทียนเพลิงน้ำแข็งบนโต๊ะเราสิ ไร้ไฟก็ส่องสว่าง สัมผัสแล้วเย็นเยียบ แสงนุ่มนวลดุจสายน้ำ นี่มิใช่ไข่มุกราตรีในตำนานหรอกหรือ?”
“ข้าว่าองค์รัชทายาทคงได้ไข่มุกราตรีชั้นเลิศเช่นนี้มา จากนั้นท่านเฉินผู้นั้นใช้วิชากลไกแกะสลักไข่มุกให้เป็นรูปเชิงเทียน จึงได้เทียนเพลิงน้ำแข็งนี้มา”
