สุดท้าย เฉินเส้าอันก็คีบไส้เป็ดในจานนั้นขึ้นมา ไส้เป็ดเพียงลวกในน้ำซุปสีแดงไม่กี่วินาที พอมันม้วนตัวเล็กน้อยก็ช้อนขึ้นได้
เขาจุ่มไส้เป็ดที่ลวกแล้วลงในถ้วยน้ำมันงา ก่อนส่งเข้าปาก เคี้ยวอยู่สองสามครั้ง สีหน้าเผยความสุขสำราญออกมา
“หัวใจสำคัญของไส้เป็ดอยู่ที่ความเด้ง ผิวด้านนอกกรอบเล็กน้อย ส่วนด้านในเหนียวนุ่ม เนื้อไส้ยืดหยุ่นเมื่อถูกฟันเคี้ยว ทุกครั้งที่ขบเคี้ยวล้วนสัมผัสได้ถึงความสดนุ่มและความกรุบเด้งพร้อมกัน”
คำพูดของเขาชวนให้น้ำลายสอยิ่งนัก ทุกคนรอไม่ไหวแล้ว ต่างยื่นตะเกียบออกไปคีบ
หงเป่าเป็นคนแรกที่ได้ลิ้มลอง เขาเคี้ยวอยู่สองสามคำ ดวงตาก็พลันเป็นประกาย
“อร่อยนัก! นุ่มกว่าผ้าขี้ริ้วกับหลอดคอวัวเสียอีก ทั้งยังเด้งเหมือนที่น้องเฉินว่าไว้จริง ๆ ยืดหยุ่นอยู่ในปาก อร่อย!”
หลังจากจูต้าฉางลองชิม ก็เอ่ยชมไม่ขาดปากยิ่งกว่าเดิม “ไส้เป็ดนี่เป็นของโปรดของข้า ทั้งนุ่ม ทั้งเด้ง ทั้งกรอบ ยอดเยี่ยมจริง ๆ ขอเพียงเป็นไส้ ข้าจูต้าฉางเหมาหมด!”
หงฝูก็ลองชิมไปหลายชิ้น แม้ไม่ได้ส่งเสียงอุทานเหมือนคนหนุ่ม แต่ท่าทางที่ยื่นตะเกียบไปคีบอยู่บ่อยครั้งก็แสดงทุกอย่างชัดเจนแล้ว
เขากินไปพลางทอดถอนใจไปพลาง “ข้าใช้ชีวิตมาหลายปี วันนี้เพิ่งรู้ว่า กระเพาะวัว เส้นเลือดหมู และไส้เป็ด ล้วนทำให้อร่อยถึงเพียงนี้ได้...พ่อครัวหลวงเฉิน สมองของเจ้าคิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไรกัน?”
บรรดานายกองที่อยู่ข้าง ๆ ก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
นายกองหนุ่มคนหนึ่งเคี้ยวผ้าขี้ริ้วไปพลาง พูดอู้อี้ไปพลาง “เมื่อก่อนข้าก็เคยกินกระเพาะวัวที่บ้านเกิด เอาไปตุ๋นเป็นน้ำแกง ทั้งเหนียวทั้งคาว กินยากยิ่งนัก ไม่คิดเลยว่าพอลวกในหม้อไฟแล้วจะกรอบและหอมถึงเพียงนี้”
