เปลือกตาของเฝิงซู่ชิงค่อย ๆ หนักอึ้งขึ้นโดยไม่รู้ตัว... วันนี้นางตื่นแต่เช้า อีกทั้งยังเหน็ดเหนื่อยเกินไป ความง่วงจึงถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว
นางขยับท่าทางเล็กน้อย ก่อนหลับตาลงช้า ๆ แล้วผล็อยหลับไป
ผู้ใดจะคาดคิดว่า เพิ่งเข้าสู่ห้วงนิทรา จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตูตำหนักจากด้านนอก
“ฝ่าบาททรงพักผ่อนแล้วหรือยังพ่ะย่ะค่ะ? หนูไฉมีเรื่องจะกราบทูล...”
เฝิงซู่ชิงลืมตาขึ้น นี่คือเสียงของเฉิงซื่อหรือ?
นางค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง... เหลียงอวี่หวงลุกจากข้างโต๊ะหนังสือแล้ว
เขาหันมองดวงตาปรือเพราะเพิ่งตื่นของเฝิงซู่ชิง แววตาฉายความรู้สึกผิดอยู่หลายส่วน “ข้ารบกวนเวลาพักผ่อนของเจ้าหรือ?”
เฝิงซู่ชิงส่ายหน้า “หม่อมฉันไม่เป็นไร... ขันทีเฉิงรู้จักกาลเทศะ หากมิใช่เรื่องใหญ่ คงไม่มารบกวนพวกเราในยามนี้”
เหลียงอวี่หวงก็คิดเช่นนั้น จึงมิได้ตำหนิเฉิงซื่อ
เขาเดินไปเปิดประตูตำหนักด้วยตนเอง
เฉิงซื่อหน้าซีดเผือด คุกเข่าลงกับพื้น
“ฝ่าบาท หนูไฉสมควรตาย... ไม่ควรมารบกวนพระองค์กับฮองเฮาในยามนี้ แต่... เรื่องเกิดขึ้นกะทันหันยิ่ง หนูไฉจึงจำต้องกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ”
เหลียงอวี่หวงยกมือนวดหว่างคิ้ว ก่อนถามเสียงต่ำ “เกิดเรื่องใดขึ้น ถึงทำให้คนที่ปกติไม่แสดงอารมณ์อย่างเจ้าเสียกิริยาเช่นนี้?”
เฉิงซื่อเงยหน้าขึ้น มองเฝิงซู่ชิงอย่างลังเล คล้ายมีบางอย่างอยากกล่าวแต่ไม่กล้าเอ่ย
เฝิงซู่ชิงขมวดคิ้ว นางคลุมเสื้อตัวนอกแล้วเดินเข้ามา
“ขันทีเฉิงมีเรื่องใดก็กล่าวมาเถิด ไม่ต้องอ้ำอึ้ง คืนนี้แม้จะเป็นคืนเข้าหอของข้ากับฝ่าบาท แต่ราชกิจแผ่นดินย่อมสำคัญที่สุด”
