เฉิงซื่อเขย่าถุงเงินในมือ น้ำหนักไม่น้อยทีเดียว
เห็นแก่ใบไม้ทองคำเต็มถุงนี้ เขาจึงไม่คิดติดใจเรื่องดังกล่าวอีก
เฉิงซื่อเป็นคนรู้จักวางตัวมาแต่ไหนแต่ไร หากอีกฝ่ายไม่ล่วงเกินขีดจำกัดของเขา เขาก็ไม่คิดล่วงเกินผู้ใดโดยง่าย
ในเมื่อฟู่เหวินเซิงยื่นบันไดให้ เขาก็ย่อมลงตามนั้น
“ข้ายังมีธุระต้องจัดการ ขอไม่รบกวนจวนท่านอีก ใต้เท้าฟู่กับคุณหนูจงเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ เถิด... เมื่อถึงวันอภิเษกของฝ่าบาทกับฮองเฮา จะมีคนจากวังหลวงมารับคุณหนูเข้าวัง คุณหนูเพียงรออยู่เงียบ ๆ ก็พอ...”
เฉิงซื่อกล่าวจบก็ขอตัวจากไป
ฟู่เหวินเซิงให้พ่อบ้านไปส่งเฉิงซื่อ
หลังเฉิงซื่อจากไป ใบหน้าของฟู่เหวินเซิงก็พลันเคร่งขรึม เขาหันไปมองฟู่จืออวี้ แล้วกล่าวตำหนิเสียงเย็นทันที
“เจ้าไม่ดูเสียก่อนว่าคนตรงหน้าคือผู้ใด ยังกล้าพูดจาเหลวไหลถึงเพียงนั้นอีกหรือ? ฟู่จืออวี้ หากเจ้ายังไร้สติ เอาแต่คลุ้มคลั่งได้ทุกเมื่อ ข้าก็ไม่วางใจให้เจ้าเข้าวัง วันหน้าหากเจ้าคลุ้มคลั่งก่อเรื่องใหญ่ขึ้นมา แล้วทำให้คนตระกูลฟู่เดือดร้อนจะทำเช่นไร”
ฟู่จืออวี้รู้ว่าการกระทำเมื่อครู่ของตนไม่เหมาะสมจริง ๆ
นางรีบปรับท่าทีให้อ่อนลง เอ่ยเสียงสะอื้นว่า “ท่านพ่อโปรดระงับโทสะ... เมื่อครู่ลูกเสียกิริยาไปจริง ๆ ต่อไปลูกจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้ว... ขอท่านพ่อให้โอกาสลูกอีกสักครั้งเถิด”
ฟู่เหวินเซิงขยับเข้าใกล้ฟู่จืออวี้ แล้วเตือนเสียงต่ำว่า “นี่เป็นครั้งสุดท้าย หากเจ้าทำเรื่องโง่เขลาอีก ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเข้าวังอีก ฟู่จืออวี้ เจ้าต้องเข้าใจว่าเวลานี้เฝิงซู่ชิงได้เป็นฮองเฮาแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะยอมรับหรือไม่ นี่ก็คือความจริง”
