เมื่อได้ยินเฝิงซู่ชิงเอ่ยชม ทิงอวี่ก็ยิ้มกว้างด้วยความยินดี
“ภายหน้าคุณหนูต้องเข้าวัง เป็นฮองเฮาแห่งแคว้นเหลียง บ่าวย่อมต้องติดตามคุณหนูเข้าวังไปด้วย เรื่องของคุณหนู บ่าวไม่วางใจให้ผู้อื่นจัดการแทนเป็นแน่ บ่าวจึงต้องอ่านตำราให้มาก เรียนรู้เรื่องการแก่งแย่งในวังและการชิงดีชิงเด่นในเรือน รวมถึงวิธีหยั่งใจคนให้มากเข้าไว้เจ้าค่ะ”
“มิฉะนั้นคุณหนูต้องเสียเปรียบอย่างหนัก บ่าวจะทำให้คุณหนูเดือดร้อนไม่ได้ คุณหนูเก่งกาจถึงเพียงนั้น บ่าวก็ต้องตามให้ทัน…ดังคำกล่าวที่ว่า นายเป็นเช่นไร บ่าวก็เป็นเช่นนั้น บ่าวต้องก้าวตามฝีเท้าคุณหนูให้ทันเจ้าค่ะ”
เฝิงซู่ชิงมองทิงอวี่ด้วยความซาบซึ้ง นางไม่คิดเลยว่าเด็กสาวตัวน้อยผู้นี้จะรู้ใจขึ้นทุกวัน
นางยกมือขึ้นลูบแก้มทิงอวี่เบาๆ
“เจ้ามีน้ำใจเช่นนี้ ข้าก็พอใจแล้ว เรียนรู้สิ่งต่างๆ ให้มากย่อมไม่เป็นผลเสียต่อเจ้า เช่นนั้นเรามาพยายามไปด้วยกันเถิด…”
คิ้วตาของทิงอวี่โค้งเป็นจันทร์เสี้ยว รอยยิ้มหวานล้ำจับใจผู้พบเห็น
“เจ้าค่ะ บ่าวจะพยายามไปพร้อมกับคุณหนู!”
เป็นดังที่ทิงอวี่คาดการณ์ไว้จริงๆ ฟู่จืออวี้คุกเข่าอยู่หน้าประตูเรือนได้ไม่นาน ร่างกายก็โงนเงน ก่อนจะทรุดลงกับพื้น
เถาหงร้องไห้ปริ่มขาดใจ นางทุบประตูเรือนสุดแรง “ฮองเฮาเหนียงเหนียง โปรดเมตตาคุณหนูของพวกเราด้วยเถิด ร่างกายคุณหนูอ่อนแอมาตั้งแต่ไหนแต่ไร นางคุกเข่าต่อไปไม่ไหวแล้ว ขอเหนียงเหนียงโปรดเชิญหมอมาตรวจคุณหนูด้วยเถิด อย่าให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นเลยเจ้าค่ะ”
ทิงอวี่หมดความอดทน จึงผลักประตูเรือนเปิดออกในคราวเดียว
นางเหลือบมองฟู่จืออวี้ที่ทรุดอยู่บนพื้นด้วยสายตาเย็นชา “เชิญหมอได้ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ต้องพูดให้ชัด เหนียงเหนียงมิได้สั่งให้คุณหนูฟู่คุกเข่า นางเต็มใจคุกเข่าเอง เรื่องนี้จะโยนความผิดให้เหนียงเหนียงของพวกเราไม่ได้…ขอพวกท่านอย่าได้แพร่ข่าวเหลวไหล หากทำลายชื่อเสียงของเหนียงเหนียง อย่าว่าแต่นายท่านของพวกเราจะไม่ละเว้นพวกท่านเลย แม้แต่ฝ่าบาทก็ไม่มีทางปล่อยพวกท่านไปแน่”
