องค์หญิงหนีหวงหัวเราะเบา ๆ พลางช่วยชานเยว่จัดเส้นผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่ “เจ้าไม่มีทางเข้าใกล้พระวรกายของเสด็จพี่ข้าได้ ทว่ามีคนผู้หนึ่งที่เสด็จพี่ข้าไม่มีวันระแวดระวังนางเป็นแน่”
ชานเยว่ชะงักไปเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้
นางเอ่ยถามโดยไม่รู้ตัว “เป็นผู้ใดหรือเพคะ?”
องค์หญิงหนีหวงลุกขึ้นยืน ก่อนตบมือเรียกไปทางด้านนอก ไม่นานนัก หญิงสาวร่างผอมบางคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในกระโจม
สายตาของชานเยว่จับจ้องหญิงสาวผู้นั้น นางสะดุ้งตกใจ รีบลุกขึ้นถอยหลัง “เสี่ยว...เสี่ยวหยุน? เหตุใดจึงเป็นเจ้า? เจ้ามิได้ตายไปแล้วหรือ?”
หญิงสาวผู้นั้นส่งยิ้มบาง ๆ ให้ชานเยว่
นางค่อย ๆ เดินเข้าใกล้ชานเยว่ น้ำเสียงเจือความเย็นชาอยู่หลายส่วน “เดิมทีข้ากับองค์รัชทายาทจะได้ครองคู่เคียงกันจนแก่เฒ่า ชานเยว่ ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า ข้าจึงต้องพลัดพรากจากองค์รัชทายาท”
“เจ้าชั่วช้าถึงขั้นพรากชีวิตข้า ทำให้ข้ากับองค์รัชทายาทต้องพลัดพรากกันคนละภพ วันนี้ข้ามา ก็เพื่อเอาชีวิตเจ้า”
นางกล่าวพลางค่อย ๆ คืบเข้าไปใกล้ชานเยว่ ก่อนยื่นมือบีบลำคอของอีกฝ่าย
ชานเยว่ตกใจจนใบหน้าซีดเผือด อดร้องตะโกนลั่นไม่ได้ “อ๊า! ไม่ใช่ข้า อย่ามาทวงชีวิตข้าเลย!”
ทว่าเมื่อนิ้วมือของหญิงสาวแตะต้องลำคอของนาง อีกฝ่ายกลับหยุดมือกะทันหัน
องค์หญิงหนีหวงหัวเราะเบา ๆ อย่างอดไม่ได้ นางสั่งให้หญิงสาวถอยไป ก่อนก้มลงประคองชานเยว่ให้ลุกขึ้น “พอแล้ว ดูเจ้าสิ ใจเสาะถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?”
ชานเยว่ตัวสั่นงันงก มององค์หญิงหนีหวงอย่างไม่อยากเชื่อ “องค์หญิง เรื่องนี้เป็นมาอย่างไรกันเพคะ?”
องค์หญิงหนีหวงไม่คิดจะปิดบังอีก นางให้หญิงสาวผู้นั้นลอกแผ่นหนังบนใบหน้าออก
