“เสี่ยว... เสี่ยวหยุน?”
สตรีในชุดกระโปรงสีเขียวเม้มริมฝีปาก ดวงตาคลอหยาดน้ำตา เอ่ยอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า “ขอองค์ชายโปรดอภัย บ่าวมิได้ตั้งใจสัมผัสพระองค์เมื่อครู่นี้ บ่าวอดใจไม่ไหวจริง ๆ องค์ชายอาจไม่ทรงทราบว่า กว่าบ่าวจะได้กลับมาอยู่ข้างพระองค์ บ่าวต้องทนทุกข์ทรมานมาเพียงใด”
สมองของเหลียงอวี่หวงพลันยุ่งเหยิงไปหมด
ความคิดของเขาราวกับจับตัวแข็งทื่อ จนไร้สติสัมปชัญญะที่จะไตร่ตรองด้วยตนเอง
กลิ่นหอมที่ปลายจมูกยิ่งเข้มข้นขึ้นทุกขณะ
เขาเริ่มรู้สึกเลื่อนลอย
นี่เป็นความฝันหรือความจริงกันแน่?
หยุนหลวนรับปากช่วยเขา นางจึงมาหาเขาอย่างเงียบเชียบด้วยวิธีนี้หรือ?
แต่เหตุใดจึงเป็นหนีหวงที่พามา?
ในใจเหลียงอวี่หวงพลันเกิดคลื่นยักษ์โหมซัด
เขานิ่งงันไปครู่ใหญ่
เขายื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว กุมข้อมือของสตรีในชุดกระโปรงสีเขียวไว้แน่น “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องมา”
“เป็นเจ้าหรือ?”
องค์หญิงหนีหวงได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
ปฏิกิริยาของเหลียงอวี่หวงไม่ค่อยถูกต้องนัก
ยามนี้เขาควรตกตะลึงที่เสี่ยวหยุนปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน แล้วแสดงท่าทีดีใจจนแทบคลุ้มคลั่งมิใช่หรือ?
เหตุใดเขาจึงพูดว่า... เจ้าต้องมา
แทนที่จะพูดว่า... เจ้ากลับมาแล้ว?
สตรีในชุดกระโปรงสีเขียวกลับไม่ทันสังเกตความผิดปกติของเหลียงอวี่หวง
นางมองเขาด้วยแววตาลึกซึ้ง ก่อนตอบเสียงสะอื้นว่า “ใช่ ข้ากลับมาแล้ว! องค์ชายยังต้องการข้าอยู่หรือไม่? เดิมทีข้าตายไปแล้ว ใครจะรู้ว่าเสี่ยวหวยพาข้าออกจากค่ายทหาร ระหว่างทางกลับได้พบองค์หญิงหนีหวง”
