รองแม่ทัพหลี่ตอบอย่างนอบน้อมว่า “ยามฉลูแล้วพ่ะย่ะค่ะ...”
เซียวเสวียนรุ่ยสั่งด้วยความตื่นเต้นอยู่บ้าง “ส่งคนไปสืบสถานการณ์ในเมืองเฟิ่งอีกครั้ง”
รองแม่ทัพหลี่เองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน เมืองเฟิ่งตีไม่แตกเสียที พวกเขาจึงต้องตรึงกำลังอยู่ที่นี่ต่อไปไม่จบสิ้น นับเป็นการทดสอบความอดทนและกำลังใจอย่างแท้จริง
บัดนี้ในที่สุดโอกาสก็มาถึง พวกเขาย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสอันหาได้ยากยิ่งหลุดมือไป
เขารับคำทันที แล้วสั่งคนไปสืบข่าวอีกครั้ง
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ ทหารที่ออกไปสืบข่าวก็กลับมา
“เรียนท่านแม่ทัพ ภายในเมืองเฟิ่งมีศพเกลื่อนกลาด น่าสลดใจยิ่งนัก...การสังหารค่อย ๆ สงบลงแล้ว เสียงเอะอะเบากว่าเมื่อก่อนมาก ข้าน้อยกวาดตามองผ่าน ๆ นอกจากศพบนพื้นแล้ว ก็ไม่เห็นผู้ใดมีชีวิตเดินไปมาอีกเลยพ่ะย่ะค่ะ”
ดวงตาของรองแม่ทัพหลี่เป็นประกาย เขาหันไปมองเซียวเสวียนรุ่ยด้วยสีหน้ายินดี “หรือว่าคนในเมืองเฟิ่งจะเข่นฆ่ากันเองจนตายหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เซียวเสวียนรุ่ยส่ายหน้าเบา ๆ มุมปากยกขึ้นน้อย ๆ “คงมิถึงกับตายหมด แต่คราวนี้เมืองเฟิ่งสูญเสียกำลังพลอย่างหนัก จนไม่อาจต่อกรกับพวกเราได้อีก สั่งลงไป จัดกระบวนทัพทันที บุกตีเมืองเดี๋ยวนี้”
เมื่อทุกคนได้ยินว่าจะบุกตีเมืองต่อ ต่างก็ฮึกเหิมกันยิ่งนัก พากันขานรับเสียงดังแล้วจัดทัพ มุ่งหน้าเข้าโจมตีเมืองเฟิ่งด้วยความเร็วที่สุด
พวกเขาตั้งบันไดพาดกำแพงเมือง หามท่อนซุงหนักหน่วงเข้ากระแทกประตูเมือง
