จิ่นหนิงมิได้เอ่ยสิ่งใด นางกลับลนลานลงจากเตียง สวมอาภรณ์ของตนอย่างลวกๆ เก็บของที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นขึ้นมา
เสียงดังตึง ประตูตำหนักถูกผลักกระแทกออก นางวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว
ตลอดช่วงเวลานั้น มิได้เหลียวกลับไปมองเซียวอี้แม้สักครั้ง
แทนที่จะอยู่รอให้ฝ่าบาททรงสืบทราบฐานะของนางแล้วค่อยตัดสิน ไหนเลยจะสู้ใช้การถอยร่นเพื่อบุกคืบ
เว่ยหมั่งที่ยืนเป็นเสาหินอยู่หน้าประตู แม้แต่โฉมหน้าของจิ่นหนิงยังมิทันเห็นชัด กว่าจะตั้งสติได้ จิ่นหนิงก็วิ่งลับตาไปไกลแล้ว
……
เซียวอี้กลับถึงตำหนักพักร้อนเชวี่ยซานก่อน
ณ เชิงเขา
พระองค์ทรงเห็นสารถีกำลังจูงรถม้าสองเล่มออกไป
ทอดพระเนตรถ้วนถี่ ก็พบว่าหนึ่งในนั้นคือราชรถของไท่จื่อ
เว่ยหมั่งจึงเดินเข้าไปไต่ถามสองสามประโยค แล้วกลับมารายงาน
“ไท่จื่อเพิ่งเสด็จไปตำหนักจินเฟิงพร้อมกับคุณหนูเผยแห่งจวนโหย่งอันโหวพ่ะย่ะค่ะ บัดนี้ก็เพิ่งขึ้นเขาไป จะให้กระหม่อมไปกราบทูลเชิญไท่จื่อหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เว่ยหมั่งทูลถาม
เซียวอี้ได้ยินดังนั้นจึงตรัสว่า “ไม่จำเป็น”
“เด็กสาวสกุลเผยผู้นั้นเพิ่งกลับมาจากหวยหยาง ทั้งคู่จากกันมานานย่อมมีถ้อยคำมากมายให้ปรับทุกข์ ข้าจะไปรบกวนก็ไม่ควร” เซียวอี้ตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ก่อนฟ้าจะมืดสนิท จิ่นหนิงก็ลากสังขารอันหนักอึ้งกลับมายังตำหนักพักร้อนเชวี่ยซานในที่สุด
นางเหนื่อยล้าเต็มทน
ทั้งชาติก่อนชาตินี้ เรื่องราวสองชาติต่างทับถมอยู่ในจิตใจ ทำให้นางแทบจะหายใจไม่ออก ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง…… เมื่อครู่ในตำหนักร้างแห่งนั้น นางก็ถูกสูบเรี่ยวแรงจนหมดสิ้นแล้ว
ยามนี้เพียงปรารถนาจะกลับไปนอนแผ่ที่ห้องของตนสักหน่อย
ผ่านลานด้านนอกของตำหนักฟางเหมย ก็ถึงที่พักชั่วคราวของจิ่นหนิง
นางเพิ่งก้าวพ้นประตูวงเดือน ก็ได้ยินเสียงหัวเราะใสดั่งระฆังแก้วของหญิงสาว
พร้อมกับเสียงหัวเราะนั้น ก้อนหิมะก้อนหนึ่งก็ลอยมาปะทะศีรษะ กระแทกเข้าเต็มใบหน้าของจิ่นหนิง
ความรู้สึกเย็นเฉียบช่วยให้จิ่นหนิงซึ่งไร้เรี่ยวแรงรวบรวมสติเงยหน้ามองไปเบื้องหน้า
สิ่งที่เห็นก่อนคือแผ่นหลังของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผู้หนึ่งซึ่งยืนหันหลังให้นาง จากนั้นจึงเป็นหญิงสาวหน้าตางดงามมีเสน่ห์ซึ่งหันหน้าเข้าหานาง
นั่นคือ…… บุตรีแท้ๆ ของจวนโหย่งอันโหว—เผยหมิงเย่ว์
ในชาติก่อน นางยังไม่เคยพบเผยหมิงเย่ว์ในยามนี้
หลังจากนางขาหักและถูกหามกลับมายังตำหนักพักร้อนเชวี่ยซาน จึงได้พบเผยหมิงเย่ว์เป็นครั้งแรก
ในตอนนั้นเองนางจึงได้รู้ว่า แท้จริงแล้วนางมิใช่บุตรีเอกของจวนโหว แต่เป็นบุตรีอนุที่เกิดจากสาวใช้
เผยหมิงเย่ว์คือบุตรีแท้ๆ ของท่านพ่อท่านแม่ที่พลัดพรากไป ระหว่างนางไว้ทุกข์ให้ท่านปู่ จวนโหย่งอันโหวก็ตามหาบุตรีเอกตัวจริงผู้นี้กลับคืนมาได้
หาใช่เรื่องดราม่าสาวใช้สลับบุตรไม่ เล่ากันว่าเมื่อครานั้นฮูหยินจวนโหย่งอันโหวเพิ่งให้กำเนิดบุตรี ก็ถูกโจรป่าบุกรุกจนบุตรีพลัดหายไป
โศกเศร้าเสียใจแทบขาดใจเฮือก คร่ำครวญถึงบุตรีทุกวัน จนตรอมใจหนักหน่วง
ดังนั้นจึงรับนางผู้เป็นบุตรีอนุมาเลี้ยงดูข้างกาย เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดเมื่อต้องสูญเสียบุตรี
หลายปีมานี้ ฮูหยินจวนโหย่งอันโหวก็ปฏิบัติต่อจิ่นหนิงราวกับเป็นบุตรีแท้ๆ อย่างดีมาโดยตลอด
เพียงแต่ ทุกสิ่งอันงดงามล้วนหยุดลงเมื่อเผยหมิงเย่ว์กลับมา
อันที่จริงจิ่นหนิงมิได้ใส่ใจที่ท่านพ่อท่านแม่รักบุตรีแท้ๆ มากกว่าแม้แต่น้อย นางถึงกับยินดีจะร่วมรักใคร่และชดเชยให้แก่น้องสาวเสียด้วยซ้ำ
นางเพียงแต่…… เพียงแต่คิดไม่ตกว่า จวนโหวเลี้ยงดูนางมาหลายปียาวนานถึงเพียงนี้ ไร้ซึ่งความรู้สึกผูกพันแม้สักนิดจริงหรือ? ไม่ยอมแม้แต่จะเปิดทางรอดให้นางบ้างเลยกระนั้นหรือ?
เผยหมิงเย่ว์เหลือบเห็นจิ่นหนิงในชั่วพริบตา นางชะงักน้อยๆ ราวกับประหลาดใจอยู่บ้างที่จิ่นหนิงปรากฏตัวขึ้นที่นี่
จิ่นหนิงมองแผ่นหลังที่หันให้นาง แล้วย่อกายคารวะ “จิ่นหนิงคารวะไท่จื่อเพคะ”
ชายหนุ่มผู้นั้นหันกายกลับมา เป็นคนหนุ่มรูปงามสง่าแผ่ไอสมเป็นยิ่งนัก ทั้งยังมีความหนักแน่นมั่นคงซึ่งหาได้ยากในหมู่คนวัยเยาว์
ผู้นี้ก็คือไท่จื่อแห่งต้าเหลียง พระราชโอรสองค์โตของฝ่าบาท เซียวเฉินนั่นเอง
บัดนี้เผยหมิงเย่ว์ก็ค่อยๆ สาวเท้าเข้ามาทางนี้ นางดูเหมือนจะเกร็งๆ อยู่บ้าง หลบไปอยู่ด้านหลังเซียวเฉิน โผล่มาเพียงศีรษะ จ้องมองจิ่นหนิงด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็น
จิ่นหนิงพบกับไท่จื่อครั้งล่าสุดเมื่อปีก่อน ตอนนั้นไท่จื่อเสด็จตรวจการณ์ใต้ตามรับสั่ง แล้วอ้อมแวะไปหวยหยาง เพียงเพื่อนำขนมในวังมาให้นาง
ครู่หนึ่ง เซียวเฉินจึงเอ่ยว่า “หนิง…… คุณหนูใหญ่สกุลเผย ไม่ต้องคารวะ”
คำว่า ‘คุณหนูใหญ่สกุลเผย’ ที่เจือความห่างเหินเล็กน้อยนั้น ทำให้ใจของจิ่นหนิงวูบไหว
“หมิงเอ๋อ นี่ก็คือพี่ใหญ่ของเจ้า” เซียวเฉินเอี้ยวพระพักตร์บอกสาวน้อยข้างกายที่ดูกระวนกระวายอยู่
เผยหมิงเย่ว์เดินออกมาจากด้านหลังเซียวเฉิน มองจิ่นหนิงแล้วกล่าวว่า “หมิงเย่ว์คารวะพี่จิ่นหนิงเจ้าค่ะ”
จิ่นหนิงทอดสายตามองเซียวเฉินคราหนึ่งอย่างลึกซึ้ง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงยากลำบากและแหบพร่าว่า “ไท่จื่อ เหตุใดวันนี้จึงไม่เสด็จไปพบตามนัดที่ป่าหิมะเพคะ”
นางไม่ได้แยแสเซียวเฉินมานานแล้ว
แต่จนกระทั่งสิ้นลมในชาติก่อน นางก็ยังคิดไม่ตก เรื่องนี้ในยามนี้นางจึงใคร่รู้คำตอบ นี่คือความยึดติดของนาง
เป็นเพราะมีผู้ปลอมแปลงถ้อยคำของเซียวเฉิน หรือเพราะเขานัดหมายนางแล้วแต่ไม่ไปกันแน่
เซียวเฉินมองจิ่นหนิง แล้วเอ่ยอธิบายว่า “คุณหนูใหญ่สกุลเผย ข้า……”
มิทันที่เซียวเฉินจะกล่าวจบ เผยหมิงเย่ว์ก็เอ่ยขึ้นว่า “พี่จิ่นหนิงเจ้าคะ อย่าได้โกรธพี่ไท่จื่อเลยนะเจ้าคะ เป็นเพราะข้าเองที่ไม่รู้ว่าพี่ไท่จื่อนัดพบกับพี่ ข้าเลยรบเร้าพี่ไท่จื่อให้พาข้าไปดื่มชาที่ตำหนักจินเฟิง……”
ตำหนักจินเฟิงคือสถานที่ชมหิมะและชงชาแห่งหนึ่งใกล้ๆ ตำหนักพักร้อนเชวี่ยซาน
ดังคำว่า ‘จินเฟิงอวี้ลู่พบพานคราหนึ่ง ย่อมชนะความงามในโลกาหล้า’
ตำหนักจินเฟิงถือเป็นสถานที่ซึ่งชายหนุ่มหญิงสาวมักไปพบปะสานสัมพันธ์
จิ่นหนิงทราบดีถึงความหมายที่เผยหมิงเย่ว์เอ่ยถึงตำหนักจินเฟิง หากแต่นางไม่แม้แต่จะชำเลืองมองเผยหมิงเย่ว์ กลับจ้องมองเซียวเฉินอย่างจริงจังแล้วถามว่า “เช่นนั้น ที่แท้พระองค์ก็ทรงนัดหม่อมฉันที่ป่าหิมะจริงๆ แต่ผิดนัด”
เผยหมิงเย่ว์ยังร่ำจะพูด “พี่จิ่นหนิงเจ้าคะ…… ข้าบอกแล้ว เป็นเพราะข้าเอง…”
จิ่นหนิงมองเซียวเฉินอย่างเอาจริงเอาจังแล้วถามว่า “ไท่จื่อ หม่อมฉันอยากฟังคำตอบของพระองค์เพคะ”
เซียวเฉินมองจิ่นหนิงที่ดูอิดโรยแต่ดวงตากลับเย็นชาผิดปกติ ใจพลันรู้สึกกระสับกระส่าย จึงเอ่ยแสดงความเสียใจออกมาอย่างที่พบเห็นได้ยากว่า “วันนี้เป็นความผิดของข้าเอง เจ้าจงกลับไปพักผ่อนก่อนเถิด พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าออกไปล่าสัตว์”
ดังนั้น เรื่องที่ไท่จื่อนัดพบนางเป็นความจริง เพียงแต่เขาไม่ไปตามนัด
จิ่นหนิงจ้องมองเซียวเฉินลึกล้ำอีกครา ในแววตาฉายแววเย็นชาที่มิอาจพบเห็นได้ในหมู่สาวแรกรุ่น
ได้ยินนางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า “ไม่จำเป็นเพคะ”
นางนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วเสริมว่า “ต่อไปพระองค์ไม่จำเป็นต้องนัดพบหม่อมฉันอีก”
และนางก็จะไม่พบไท่จื่อตามลำพังอีกเช่นกัน
กล่าวจบ จิ่นหนิงก็ลากสังขารอันหนักอึ้งเดินต่อไปข้างหน้า ตั้งใจจะผ่านตรงนี้กลับไปยังห้องนอนของตน
ขณะจิ่นหนิงเดินผ่านข้างกายเซียวเฉิน เซียวเฉินก็พลันยื่นมือมาจับข้อมือของนาง
“คุณหนูใหญ่สกุลเผย……”
สายตาอันเย็นชาห่างเหินของจิ่นหนิงตกลงบนข้อมือที่ถูกจับไว้ จากนั้นก็เงยหน้ามองเซียวเฉินอีกครั้ง แล้วเอ่ยเสียงเข้มว่า “พระองค์โปรดทรงสำรวมพระองค์ด้วยเพคะ”
พูดจบ จิ่นหนิงก็ออกแรงดึงมือของตนกลับมา ครานี้นางไม่มองผู้ใดทั้งสิ้น กลับก้าวยาวๆ เดินจากไป
หิมะและลมพัดประจันหน้า หยาดน้ำบางอย่างไหลรินที่หางตา
มิอาจรู้ได้ว่าเป็นเกล็ดหิมะที่ละลาย หรือเป็นสิ่งอื่นใด
หิมะขาวโพลน อาภรณ์แดงสด ค่อยๆ คล้อยห่าง ก่อเกิดความงามเดียวดายและเยือกเย็นชวนตระการตา ภาพเช่นนี้ทำให้เซียวเฉินใจลอยไปชั่วขณะ เขารู้สึกอยู่เสมอว่า ในห้วงยามนี้ ราวกับมีสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งได้มลายหายไปพร้อมกับเกล็ดหิมะที่โปรยปราย
เผยหมิงเย่ว์เห็นเหตุการณ์นี้ก็รู้สึกร้อนใจยิ่งนัก จึงจับชายอาภรณ์ของเซียวเฉินไว้
“พี่เฉิน พี่ใหญ่โกรธข้าแล้วใช่ไหมเจ้าคะ” เผยหมิงเย่ว์เอ่ยถามเสียงเบา