จิ่นหนิงเตรียมใจไว้แล้วว่าจะไม่รักษาพรหมจรรย์ ขอเพียงมีชีวิตต่อไปก็พอ
นางคิดไว้แล้วว่า ไม่ว่าชายในตำหนักจะเป็นผู้ใด ก็ย่อมดีกว่าถูกญาติพี่น้องบีบบังคับสังหารหลังจากที่ขาหัก
เพียงแต่...นางคาดไม่ถึงว่าคนผู้นี้กลับเป็นฝ่าบาทแห่งต้าเหลียง — เซียวอี้
ชั่วขณะที่จิ่นหนิงนิ่งตะลึง เสียงเยือกเย็นของบุรุษก็ดังขึ้นอีกครั้ง “เมื่อรู้แล้วว่าข้าเป็นใคร เหตุไฉนยังไม่รีบไสหัวออกไป!”
มาถึงขั้นนี้แล้ว
จิตใจของจิ่นหนิงทั้งซับซ้อนและเด็ดเดี่ยว
เมื่อโก่งคันศรแล้วย่อมไม่มีทางหวนกลับ คนผู้นี้เป็นฝ่าบาทก็ยิ่งดี! หากผู้ที่พรากพรหมจรรย์ของนางคือฝ่าบาท...พวกที่เรียกตัวเองว่าญาติพี่น้องของนาง จะยังคิดว่านางเป็นสตรีผู้เสียเกียรติอีกหรือไม่?
จิ่นหนิงไม่เพียงไม่ไสหัวออกไป กลับปล่อยให้พิษเสน่หาควบคุมร่างกายของนาง
นางมองดูบุรุษด้วยสายตาพร่ามัว พึมพำว่า “ฝ่าบาท...ขอ...ขอฝ่าบาททรงเมตตา...เมตตาหม่อมฉัน”
พร้อมกับวาจาอาจหาญของนาง การกระทำของนางก็ยิ่งกล้าแข็งขึ้น
นางถอดเสื้อผ้าของบุรุษไม่ออก จึงถลกชุดกระโปรงสีแดงเข้มของตนเอง
วันนี้นางมาเข้าเฝ้าไท่จื่อ ดังนั้นจึงแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นพิเศษ กระโปรงสีแดงเข้มทั้งสง่างามและอ่อนหวาน
บัดนี้ในแววตาของนาง ไม่หลงเหลือความสง่างามที่สตรีสูงศักดิ์พึงมีอีกแล้ว เหลือเพียงเสน่ห์เย้ายวนที่พลุ่งพล่าน
ทันทีที่คอเสื้อถูกกระชาก ผิวขาวนวลเนียนดั่งหยกก็ปรากฏต่อสายตาของฮ่องเต้เซียวอี้ในทันที
ในยามปกติ แม้เซียวอี้จะมิใช่คนดีพร้อมอะไร แต่พระองค์ทรงรังเกียจสตรีที่เสนอตัวเข้าหาอย่างถึงที่สุด
ในวังหลวง เคยมีนางกำนัลหรือสตรีอื่นใดที่คิดใช้เล่ห์ล่อลวงพระองค์เพื่อใฝ่สูงขึ้นสูง ล้วนไม่มีใครพบจุดจบที่ดีเลยสักคน
แต่ในวันนี้...
ก่อนเสด็จออกล่าสัตว์ พระองค์ทรงดื่มเหล้าเลือดกวางในตำหนักของพระสนมอัน
ไม่ทราบเพราะเหตุใด ในพระทัยจึงมีไอร้อนที่ไม่อาจสลายได้วนเวียนอยู่ตลอด
บัดนี้ที่จิ่นหนิงโผเข้าหาเช่นนี้ ก็ปลุกเร้าไอร้อนในกายของพระองค์ให้พลุ่งขึ้นมาอย่างเต็มที่
มือของจิ่นหนิงที่โอบรอบพระศอของฮ่องเต้ ออกแรงเล็กน้อย องค์จักรพรรดิจึงก้มพระพักตร์ลง
จิ่นหนิงราวกับได้รับสัญญาณบางอย่าง จึงโน้มขึ้นไปจูบ
อาภรณ์สีแดงเข้มและดำสนิทกระจัดกระจายและพันเกี่ยวกัน
จิ่นหนิงเป็นดั่งปลาที่กระหายน้ำ หมายจะดูดซับไอชุ่มฉ่ำที่ช่วยให้นางมีชีวิตต่อไปจากองค์จักรพรรดิผู้เคร่งขรึมเยือกเย็น
อาภรณ์ล่วงหล่นหมดสิ้น
ในตำหนักร้างที่ไร้ผู้คนพักอาศัยตลอดทั้งปี ความเย็นเยียบที่สะสมมานานกระทบผิวพรรณของจิ่นหนิง
ทำให้จิ่นหนิงดิ้นรนโดยสัญชาตญาณ หมายจะผลักไสองค์จักรพรรดิ
มือนุ่มนิ่มกดลงบนพระอุระของฮ่องเต้
แววพระเนตรของฮ่องเต้อาบย้อมด้วยราคะ จับจ้องที่ร่างของจิ่นหนิง ครั้งนี้พระองค์โอบเอวกิ่วของจิ่นหนิง ดึงนางที่เตรียมจะหลบหนีเข้าหาพระองค์ แล้วค่อย ๆ กดทับลง
พายุหิมะด้านนอกพัดกระหน่ำหนักขึ้น เสียงดังตึง องครักษ์คนสนิทเว่ยหมั่งพุ่งเข้ามาจากข้างนอก
เมื่อครู่เขาไปให้อาหารม้า เห็นผู้ที่มีทีท่าเป็นโจรภูเขาสองคนกำลังมุ่งหน้ามาที่เนินเขา หลังจากขับไล่ทั้งสองไปแล้ว ก็ร้อนใจจะกลับมาอารักขาฝ่าบาท
“กระหม่อมมาอารักขาไม่ทันการณ์ ขอฝ่าบาท...” กล่าวพลาง เว่ยหมั่งก็เงยหน้าขึ้น
จิ่นหนิงถูกฮ่องเต้กดทับไว้ข้างใต้ ขยับเขยื้อนไม่ได้เลยสักนิด จู่ ๆ มีคนบุกเข้ามาจากด้านนอก ทำให้นางตึงเครียดโดยสัญชาตญาณ ร่างทั้งร่างเกร็งแน่น
ทันใดนั้นฮ่องเต้ก็บังร่างของจิ่นหนิงไว้จนมิดชิด แล้วตวาดใส่เว่ยหมั่งว่า “ไสหัวออกไป!”
แม้เว่ยหมั่งจะมองไม่เห็นจิ่นหนิง แต่อาภรณ์สตรีที่กระจัดกระจายภายในห้องก็ทำให้เขารู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น!
ฝ่าบาทใน...ตำหนักร้างเก่านี้ ทรงเสพสังวาสกับ...ผู้หนึ่ง?
หรือว่าจะเป็นพระสนมองค์ใดติดตามมา?
แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด บัดนี้เขาก็ไม่กล้าอยู่นาน ไม่กล้าแม้แต่จะชายตามอง รีบก้มหน้าถอยหลังออกไป
เว่ยหมั่งจากไปแล้ว ในห้องจึงเหลือเพียงจิ่นหนิงกับองค์จักรพรรดิพระองค์นี้
จิ่นหนิงได้ยินเลา ๆ ราวกับมีเสียงทุ้มต่ำของฮ่องเต้ แฝงด้วยความจนใจเล็กน้อยว่า “ผ่อนคลายหน่อย”
หลังจากนั้น นางก็จำได้เพียงว่า ตนเป็นดั่งเรือน้อยกลางแม่น้ำใหญ่ ลอยขึ้นลอยลง แกว่งไกวไปตามกระแสคลื่น
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด
รู้แต่เพียงว่า เว่ยหมั่งที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู มีหิมะหนาสะสมบนบ่าแล้ว
ฤทธิ์ยาเสื่อมลงในที่สุด จิ่นหนิงได้สติกลับคืนมา
นางนอนอยู่บนเตียงในตำหนักข้างแล้ว บุรุษข้างกายก็ตื่นจากราคะแล้วเช่นกัน ใช้สายตาห่างเหินสำรวจนาง
“เจ้าชื่ออะไร?” เสียงของเซียวอี้เย็นชาถึงขีดสุด
จิ่นหนิงฟังพระองค์ถามเช่นนี้ ก็พลันเข้าใจแล้วว่า พระองค์จำนางไม่ได้!
ก็ถูกแล้ว
ตัวนางในยามนี้ ห่างจากเมืองหลวงมาสามปี เพิ่งกลับมาจากบ้านเกิดหวยหยาง ไม่ต้องพูดถึงสองปีก่อนหน้านั้นอีก ที่นางอยู่เคียงข้างท่านปู่ ไปตามหาหมอทั่วทุกสารทิศกับท่าน แทบไม่ได้พำนักอยู่ในเปี้ยนจิงเลย
ห้าปีที่ผ่านมา นางเปลี่ยนจากเด็กน้อย กลายเป็นสตรีสูงศักดิ์ผู้สง่างามอ่อนหวาน แม้แต่บิดามารดาเห็นหน้าก็ยังต้องถอนหายใจว่านางเปลี่ยนไปมาก
ไม่จำเป็นต้องพูดถึงองค์จักรพรรดิที่เคยพบนางเพียงครั้งเดียวเมื่อหลายปีก่อนเลย?
“ข้าถามเจ้าอยู่!” เซียวอี้ขมวดพระขนงมองดูเด็กสาวตรงหน้า
แววพระเนตรของพระองค์เย็นเยือกดุจน้ำแข็ง ไร้ซึ่งความอ่อนโยนในยามที่ลุ่มหลงเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
หากไม่ใช่เพราะวันนี้พระองค์เสด็จออกมาล่าสัตว์เป็นการชั่วคราว และมาพักที่นี่ก็เป็นการชั่วคราว พระองค์คงต้องสงสัยแล้วว่า สตรีตรงหน้านี้ เพื่อใฝ่สูงขึ้นสูง จึงเสนอตัวเข้าหาพระองค์!
แม้สตรีตรงหน้าจะดูไร้พิรุธ
แต่ความรู้สึกที่ไม่อาจควบคุมได้เช่นนี้ ก็ยากที่พระองค์จะอารมณ์ดีกับจิ่นหนิงตรงหน้าได้
จิ่นหนิงขยับริมฝีปาก ไม่รู้จะตอบเช่นไรดีว่า นางชื่ออะไร? นางชื่อเผยจิ่นหนิง เป็นผู้ที่ฝ่าบาททรงพระราชทานสมรสให้ เป็นองค์หญิงรัชทายาทในอนาคตที่กำลังจะอภิเษกกับไท่จื่อ
แต่เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้นแล้ว จิ่นหนิงก็รู้ดีว่า นางไม่มีวันได้เป็นองค์หญิงรัชทายาทอีกต่อไป
นางก็ไม่อยากเป็นองค์หญิงรัชทายาทอีกแล้ว!
แต่ถึงกระนั้น จิ่นหนิงก็มิได้เอ่ยชื่อของตนออกไป
ประการแรกคือ สถานการณ์ในยามนี้ช่างน่าอับอายยิ่งนัก
ประการที่สอง...หากนางบอกฐานะของตนไป ฝ่าบาทพระองค์นี้จะทรงจัดการเรื่องนี้เช่นไร?
จะเพื่อปกปิดความอัปยศของราชวงศ์ แล้วปิดปากนางให้ตาย หรือ...จะรับนางเข้าวังแต่งตั้งเป็นสนม?
เพราะอย่างไรเสีย การเสพสังวาสกับองค์หญิงรัชทายาทที่ทรงพระราชทานสมรสให้ ก็มิใช่เรื่องน่าภาคภูมิใจสำหรับองค์จักรพรรดิพระองค์นี้ จิ่นหนิงเองก็ไม่รู้ว่า องค์จักรพรรดิจะทรงตัดสินพระทัยเช่นไร
ต่อให้ฝ่าบาทยินดีประทานฐานะให้นาง และรับนางเข้าวังเป็นสนม ด้วยสถานการณ์ในยามนี้ ภายภาคหน้าฝ่าบาทก็มิจำเป็นต้องโปรดปรานนาง
มีชีวิตใหม่อีกครั้ง จิ่นหนิงหาใช่จิ่นหนิงผู้ซื่อตรงในชาติก่อนอีกต่อไป
ในยามนี้แม้ในใจนางจะตื่นตระหนกอยู่บ้าง แต่นางสงบนิ่งยิ่งกว่า นางต้องการวางแผนเพื่อตนเองให้ดี เพื่อหาทางรอดให้ตนเอง
หากนางแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วกลับจวนโหวไปใช้ชีวิตเป็นคุณหนูใหญ่ต่อไป? คนที่คิดร้ายต่อนาง เมื่อทำไม่สำเร็จครั้งแรก ก็ย่อมมีครั้งต่อไป
ใครใช้ให้นางขวางทางของแม่สาวผู้มีชะตากำเนิดเป็นหงส์ที่แท้จริงผู้นั้นเล่า?
การจะมีชีวิตอยู่ต่อไป...มีทางเดียวเท่านั้น จิ่นหนิงมองดูองค์จักรพรรดิผู้เดียวดายเยือกเย็นข้างกายนี้ แววตายิ่งแน่วแน่
นางจะเข้าวัง จะเกาะเกี่ยวต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ เพื่อให้คนที่ดูถูกเหยียดหยามนาง ไม่กล้าทำรังแกนางตามอำเภอใจอีก!
แต่...นางจำเป็นต้องมีเดิมพันเพิ่มอีกบ้าง เพื่อให้องค์จักรพรรดิพระองค์นี้ ทรงยินยอมพร้อมพระทัยจะรับนางเข้าวัง
หาใช่แค่พึ่งพิงความลุ่มหลงครั้งนี้ครั้งเดียว เพื่อเดิมพันว่าองค์จักรพรรดิจะต้องรับนางเข้าวัง
เซียวอี้เห็นจิ่นหนิงไม่ยอมพูดตลอด จึงตรัสเสียงเย็นว่า “เป็นใบ้รึ?”
กล่าวพลาง องค์จักรพรรดิก็ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงแค่นพระสรวลเบา ๆ ว่า “ไม่ใช่ใบ้”
เมื่อครู่แม้พระองค์จะมึนเมา แต่เสียงร้องออดอ้อนขอความเมตตาของเด็กสาวมิเคยหยุดเลย เหตุใดตอนนี้กลับพูดไม่เป็นแล้ว?