แย่งงานวิวาห์แต่งองค์ชาย? ข้าอุ้มท้องเข้าหอองค์จักรพรรดิ

บทที่ 3 เหตุใดจึงไม่ไปตามนัด

7 นาที· 1.6K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

จิ่นหนิงมิได้เอ่ยสิ่งใด นางกลับลนลานลงจากเตียง สวมอาภรณ์ของตนอย่างลวกๆ เก็บของที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นขึ้นมา

เสียงดังตึง ประตูตำหนักถูกผลักกระแทกออก นางวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว

ตลอดช่วงเวลานั้น มิได้เหลียวกลับไปมองเซียวอี้แม้สักครั้ง

แทนที่จะอยู่รอให้ฝ่าบาททรงสืบทราบฐานะของนางแล้วค่อยตัดสิน ไหนเลยจะสู้ใช้การถอยร่นเพื่อบุกคืบ

เว่ยหมั่งที่ยืนเป็นเสาหินอยู่หน้าประตู แม้แต่โฉมหน้าของจิ่นหนิงยังมิทันเห็นชัด กว่าจะตั้งสติได้ จิ่นหนิงก็วิ่งลับตาไปไกลแล้ว

……

เซียวอี้กลับถึงตำหนักพักร้อนเชวี่ยซานก่อน

ณ เชิงเขา

พระองค์ทรงเห็นสารถีกำลังจูงรถม้าสองเล่มออกไป

ทอดพระเนตรถ้วนถี่ ก็พบว่าหนึ่งในนั้นคือราชรถของไท่จื่อ

เว่ยหมั่งจึงเดินเข้าไปไต่ถามสองสามประโยค แล้วกลับมารายงาน

“ไท่จื่อเพิ่งเสด็จไปตำหนักจินเฟิงพร้อมกับคุณหนูเผยแห่งจวนโหย่งอันโหวพ่ะย่ะค่ะ บัดนี้ก็เพิ่งขึ้นเขาไป จะให้กระหม่อมไปกราบทูลเชิญไท่จื่อหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เว่ยหมั่งทูลถาม

เซียวอี้ได้ยินดังนั้นจึงตรัสว่า “ไม่จำเป็น”

“เด็กสาวสกุลเผยผู้นั้นเพิ่งกลับมาจากหวยหยาง ทั้งคู่จากกันมานานย่อมมีถ้อยคำมากมายให้ปรับทุกข์ ข้าจะไปรบกวนก็ไม่ควร” เซียวอี้ตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ก่อนฟ้าจะมืดสนิท จิ่นหนิงก็ลากสังขารอันหนักอึ้งกลับมายังตำหนักพักร้อนเชวี่ยซานในที่สุด

นางเหนื่อยล้าเต็มทน

ทั้งชาติก่อนชาตินี้ เรื่องราวสองชาติต่างทับถมอยู่ในจิตใจ ทำให้นางแทบจะหายใจไม่ออก ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง…… เมื่อครู่ในตำหนักร้างแห่งนั้น นางก็ถูกสูบเรี่ยวแรงจนหมดสิ้นแล้ว

ยามนี้เพียงปรารถนาจะกลับไปนอนแผ่ที่ห้องของตนสักหน่อย

ผ่านลานด้านนอกของตำหนักฟางเหมย ก็ถึงที่พักชั่วคราวของจิ่นหนิง

นางเพิ่งก้าวพ้นประตูวงเดือน ก็ได้ยินเสียงหัวเราะใสดั่งระฆังแก้วของหญิงสาว

พร้อมกับเสียงหัวเราะนั้น ก้อนหิมะก้อนหนึ่งก็ลอยมาปะทะศีรษะ กระแทกเข้าเต็มใบหน้าของจิ่นหนิง

ความรู้สึกเย็นเฉียบช่วยให้จิ่นหนิงซึ่งไร้เรี่ยวแรงรวบรวมสติเงยหน้ามองไปเบื้องหน้า

สิ่งที่เห็นก่อนคือแผ่นหลังของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผู้หนึ่งซึ่งยืนหันหลังให้นาง จากนั้นจึงเป็นหญิงสาวหน้าตางดงามมีเสน่ห์ซึ่งหันหน้าเข้าหานาง

นั่นคือ…… บุตรีแท้ๆ ของจวนโหย่งอันโหว—เผยหมิงเย่ว์

ในชาติก่อน นางยังไม่เคยพบเผยหมิงเย่ว์ในยามนี้

หลังจากนางขาหักและถูกหามกลับมายังตำหนักพักร้อนเชวี่ยซาน จึงได้พบเผยหมิงเย่ว์เป็นครั้งแรก

ในตอนนั้นเองนางจึงได้รู้ว่า แท้จริงแล้วนางมิใช่บุตรีเอกของจวนโหว แต่เป็นบุตรีอนุที่เกิดจากสาวใช้

เผยหมิงเย่ว์คือบุตรีแท้ๆ ของท่านพ่อท่านแม่ที่พลัดพรากไป ระหว่างนางไว้ทุกข์ให้ท่านปู่ จวนโหย่งอันโหวก็ตามหาบุตรีเอกตัวจริงผู้นี้กลับคืนมาได้

หาใช่เรื่องดราม่าสาวใช้สลับบุตรไม่ เล่ากันว่าเมื่อครานั้นฮูหยินจวนโหย่งอันโหวเพิ่งให้กำเนิดบุตรี ก็ถูกโจรป่าบุกรุกจนบุตรีพลัดหายไป

โศกเศร้าเสียใจแทบขาดใจเฮือก คร่ำครวญถึงบุตรีทุกวัน จนตรอมใจหนักหน่วง

ดังนั้นจึงรับนางผู้เป็นบุตรีอนุมาเลี้ยงดูข้างกาย เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดเมื่อต้องสูญเสียบุตรี

หลายปีมานี้ ฮูหยินจวนโหย่งอันโหวก็ปฏิบัติต่อจิ่นหนิงราวกับเป็นบุตรีแท้ๆ อย่างดีมาโดยตลอด

เพียงแต่ ทุกสิ่งอันงดงามล้วนหยุดลงเมื่อเผยหมิงเย่ว์กลับมา

อันที่จริงจิ่นหนิงมิได้ใส่ใจที่ท่านพ่อท่านแม่รักบุตรีแท้ๆ มากกว่าแม้แต่น้อย นางถึงกับยินดีจะร่วมรักใคร่และชดเชยให้แก่น้องสาวเสียด้วยซ้ำ

นางเพียงแต่…… เพียงแต่คิดไม่ตกว่า จวนโหวเลี้ยงดูนางมาหลายปียาวนานถึงเพียงนี้ ไร้ซึ่งความรู้สึกผูกพันแม้สักนิดจริงหรือ? ไม่ยอมแม้แต่จะเปิดทางรอดให้นางบ้างเลยกระนั้นหรือ?

เผยหมิงเย่ว์เหลือบเห็นจิ่นหนิงในชั่วพริบตา นางชะงักน้อยๆ ราวกับประหลาดใจอยู่บ้างที่จิ่นหนิงปรากฏตัวขึ้นที่นี่

จิ่นหนิงมองแผ่นหลังที่หันให้นาง แล้วย่อกายคารวะ “จิ่นหนิงคารวะไท่จื่อเพคะ”

ชายหนุ่มผู้นั้นหันกายกลับมา เป็นคนหนุ่มรูปงามสง่าแผ่ไอสมเป็นยิ่งนัก ทั้งยังมีความหนักแน่นมั่นคงซึ่งหาได้ยากในหมู่คนวัยเยาว์

ผู้นี้ก็คือไท่จื่อแห่งต้าเหลียง พระราชโอรสองค์โตของฝ่าบาท เซียวเฉินนั่นเอง

บัดนี้เผยหมิงเย่ว์ก็ค่อยๆ สาวเท้าเข้ามาทางนี้ นางดูเหมือนจะเกร็งๆ อยู่บ้าง หลบไปอยู่ด้านหลังเซียวเฉิน โผล่มาเพียงศีรษะ จ้องมองจิ่นหนิงด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็น

จิ่นหนิงพบกับไท่จื่อครั้งล่าสุดเมื่อปีก่อน ตอนนั้นไท่จื่อเสด็จตรวจการณ์ใต้ตามรับสั่ง แล้วอ้อมแวะไปหวยหยาง เพียงเพื่อนำขนมในวังมาให้นาง

ครู่หนึ่ง เซียวเฉินจึงเอ่ยว่า “หนิง…… คุณหนูใหญ่สกุลเผย ไม่ต้องคารวะ”

คำว่า ‘คุณหนูใหญ่สกุลเผย’ ที่เจือความห่างเหินเล็กน้อยนั้น ทำให้ใจของจิ่นหนิงวูบไหว

“หมิงเอ๋อ นี่ก็คือพี่ใหญ่ของเจ้า” เซียวเฉินเอี้ยวพระพักตร์บอกสาวน้อยข้างกายที่ดูกระวนกระวายอยู่

เผยหมิงเย่ว์เดินออกมาจากด้านหลังเซียวเฉิน มองจิ่นหนิงแล้วกล่าวว่า “หมิงเย่ว์คารวะพี่จิ่นหนิงเจ้าค่ะ”

จิ่นหนิงทอดสายตามองเซียวเฉินคราหนึ่งอย่างลึกซึ้ง เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงยากลำบากและแหบพร่าว่า “ไท่จื่อ เหตุใดวันนี้จึงไม่เสด็จไปพบตามนัดที่ป่าหิมะเพคะ”

นางไม่ได้แยแสเซียวเฉินมานานแล้ว

แต่จนกระทั่งสิ้นลมในชาติก่อน นางก็ยังคิดไม่ตก เรื่องนี้ในยามนี้นางจึงใคร่รู้คำตอบ นี่คือความยึดติดของนาง

เป็นเพราะมีผู้ปลอมแปลงถ้อยคำของเซียวเฉิน หรือเพราะเขานัดหมายนางแล้วแต่ไม่ไปกันแน่

เซียวเฉินมองจิ่นหนิง แล้วเอ่ยอธิบายว่า “คุณหนูใหญ่สกุลเผย ข้า……”

มิทันที่เซียวเฉินจะกล่าวจบ เผยหมิงเย่ว์ก็เอ่ยขึ้นว่า “พี่จิ่นหนิงเจ้าคะ อย่าได้โกรธพี่ไท่จื่อเลยนะเจ้าคะ เป็นเพราะข้าเองที่ไม่รู้ว่าพี่ไท่จื่อนัดพบกับพี่ ข้าเลยรบเร้าพี่ไท่จื่อให้พาข้าไปดื่มชาที่ตำหนักจินเฟิง……”

ตำหนักจินเฟิงคือสถานที่ชมหิมะและชงชาแห่งหนึ่งใกล้ๆ ตำหนักพักร้อนเชวี่ยซาน

ดังคำว่า ‘จินเฟิงอวี้ลู่พบพานคราหนึ่ง ย่อมชนะความงามในโลกาหล้า’

ตำหนักจินเฟิงถือเป็นสถานที่ซึ่งชายหนุ่มหญิงสาวมักไปพบปะสานสัมพันธ์

จิ่นหนิงทราบดีถึงความหมายที่เผยหมิงเย่ว์เอ่ยถึงตำหนักจินเฟิง หากแต่นางไม่แม้แต่จะชำเลืองมองเผยหมิงเย่ว์ กลับจ้องมองเซียวเฉินอย่างจริงจังแล้วถามว่า “เช่นนั้น ที่แท้พระองค์ก็ทรงนัดหม่อมฉันที่ป่าหิมะจริงๆ แต่ผิดนัด”

เผยหมิงเย่ว์ยังร่ำจะพูด “พี่จิ่นหนิงเจ้าคะ…… ข้าบอกแล้ว เป็นเพราะข้าเอง…”

จิ่นหนิงมองเซียวเฉินอย่างเอาจริงเอาจังแล้วถามว่า “ไท่จื่อ หม่อมฉันอยากฟังคำตอบของพระองค์เพคะ”

เซียวเฉินมองจิ่นหนิงที่ดูอิดโรยแต่ดวงตากลับเย็นชาผิดปกติ ใจพลันรู้สึกกระสับกระส่าย จึงเอ่ยแสดงความเสียใจออกมาอย่างที่พบเห็นได้ยากว่า “วันนี้เป็นความผิดของข้าเอง เจ้าจงกลับไปพักผ่อนก่อนเถิด พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าออกไปล่าสัตว์”

ดังนั้น เรื่องที่ไท่จื่อนัดพบนางเป็นความจริง เพียงแต่เขาไม่ไปตามนัด

จิ่นหนิงจ้องมองเซียวเฉินลึกล้ำอีกครา ในแววตาฉายแววเย็นชาที่มิอาจพบเห็นได้ในหมู่สาวแรกรุ่น

ได้ยินนางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า “ไม่จำเป็นเพคะ”

นางนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วเสริมว่า “ต่อไปพระองค์ไม่จำเป็นต้องนัดพบหม่อมฉันอีก”

และนางก็จะไม่พบไท่จื่อตามลำพังอีกเช่นกัน

กล่าวจบ จิ่นหนิงก็ลากสังขารอันหนักอึ้งเดินต่อไปข้างหน้า ตั้งใจจะผ่านตรงนี้กลับไปยังห้องนอนของตน

ขณะจิ่นหนิงเดินผ่านข้างกายเซียวเฉิน เซียวเฉินก็พลันยื่นมือมาจับข้อมือของนาง

“คุณหนูใหญ่สกุลเผย……”

สายตาอันเย็นชาห่างเหินของจิ่นหนิงตกลงบนข้อมือที่ถูกจับไว้ จากนั้นก็เงยหน้ามองเซียวเฉินอีกครั้ง แล้วเอ่ยเสียงเข้มว่า “พระองค์โปรดทรงสำรวมพระองค์ด้วยเพคะ”

พูดจบ จิ่นหนิงก็ออกแรงดึงมือของตนกลับมา ครานี้นางไม่มองผู้ใดทั้งสิ้น กลับก้าวยาวๆ เดินจากไป

หิมะและลมพัดประจันหน้า หยาดน้ำบางอย่างไหลรินที่หางตา

มิอาจรู้ได้ว่าเป็นเกล็ดหิมะที่ละลาย หรือเป็นสิ่งอื่นใด

หิมะขาวโพลน อาภรณ์แดงสด ค่อยๆ คล้อยห่าง ก่อเกิดความงามเดียวดายและเยือกเย็นชวนตระการตา ภาพเช่นนี้ทำให้เซียวเฉินใจลอยไปชั่วขณะ เขารู้สึกอยู่เสมอว่า ในห้วงยามนี้ ราวกับมีสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งได้มลายหายไปพร้อมกับเกล็ดหิมะที่โปรยปราย

เผยหมิงเย่ว์เห็นเหตุการณ์นี้ก็รู้สึกร้อนใจยิ่งนัก จึงจับชายอาภรณ์ของเซียวเฉินไว้

“พี่เฉิน พี่ใหญ่โกรธข้าแล้วใช่ไหมเจ้าคะ” เผยหมิงเย่ว์เอ่ยถามเสียงเบา

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com