“พี่สะใภ้เฉินใช่ไหมคะ?”
“ฉันเป็นภรรยาของเพ่ยเย่จื่อ ลู่เจาเสี่ยงค่ะ”
น้ำเสียงของหญิงสาวฟังนุ่มนวลละมุนหู ทั้งยังสดใสชื่นใจจนฟางเย่ชิงเผลอผ่อนลมหายใจลงโดยไม่รู้ตัว
มิน่าล่ะ ผู้บังคับกองพันเพ่ยถึงพูดอยู่เสมอว่าภรรยาที่บ้านสุขภาพไม่แข็งแรง ปรับตัวเข้ากับชีวิตในทิเบตเหนือไม่ได้
แทนที่จะลำบากตรากตรำอยู่ที่นี่ สู้ทำงานด้านการแพทย์ในแผ่นดินใหญ่เพื่อช่วยเหลือผู้คนยังดีกว่า
ล้วนเป็นการช่วยกันสร้างบ้านเมือง ไม่ว่าจะทำงานด้านไหนก็ดีทั้งนั้น
ก่อนหน้านี้เธอก็คิดเช่นนั้น
แต่พอได้เห็นตัวจริง ถึงรู้ว่าคำพูดนี้คลาดเคลื่อนไปมากโข!
อะไรที่ว่าปรับตัวเข้ากับชีวิตในทิเบตเหนือไม่ได้ เธอว่าผู้บังคับกองพันเพ่ยแค่ไม่อยากให้ภรรยาต้องมาลำบากต่างหาก
ดูสิ
ใบหน้าเล็กขาวผ่องจนแทบโปร่งแสง คิ้วเรียวโค้งเป็นธรรมชาติ
หางตาเชิดขึ้นน้อย ๆ ดวงตาดำขลับราวกับแท่งหมึกเก่า
ยามสายลมพัด ปอยผมเล็ก ๆ แนบแก้ม เผยให้เห็นใบหูที่เล็กกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก
นี่น่ะหรือภรรยาสาวที่ย้ายตามสามีมาเป็นทหาร
เห็นชัด ๆ ว่าเป็นหญิงสาวที่ก้าวลงมาจากภาพปฏิทิน ซึ่งถ่ายทอดความสดชื่นละมุนละไมจากเรือนฝรั่งในไห่ซือที่เลี้ยงดูอยู่หลังหน้าต่างกระจกมาอย่างทะนุถนอม โดยไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย แล้วมาอยู่ใต้แสงแดดแผดจ้าของทิเบตเหนือ
ราวกับแสงจันทร์ที่ถูกรวบไว้ในอุ้งมือ
แม้จะรู้สึกสะท้อนใจอยู่ไม่น้อย แต่ทุกอย่างก็เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา
“มิน่าล่ะ ผู้บังคับกองพันเพ่ยถึงเก็บเธอไว้เสียมิดชิด ไม่ยอมให้ตามมาเป็นทหาร”
“ถ้าฉันมีภรรยาแบบนี้ ก็คงเก็บไว้ที่บ้านอย่างทะนุถนอมเหมือนกัน”
“ไม่ยอมให้ใครมองแม้แต่แวบเดียวแน่”
“พี่สะใภ้ชมเกินไปแล้วค่ะ!” ลู่เจาเสี่ยงรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้าย จึงยิ้มออกมา ดวงตาสุกใสประหนึ่งผืนน้ำลึกที่สุดในทะเลสาบน่ามู่ชั่ว
