แม้ในหัวจะผุดความคิดขึ้นมามากมาย
แต่ด้วยจรรยาบรรณและความเป็นมืออาชีพของแพทย์ ทำให้ฝีเท้าของเธอเร่งเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“พี่สะใภ้ฟาง!”
สวีชุนฝานที่รออยู่หน้าประตูรีบก้าวเข้ามาหา เมื่อเห็นเงาร่างเดินออกมาตรงหน้า
“รีบไปช่วยพูดให้หน่อยเถอะ!”
“ตอนแรกฉันตั้งใจไปเยี่ยมบ้านเธอ พอเข้าไปก็เห็นเธอนอนครางอยู่บนเตียงเตา”
“พูดยังไงก็ไม่ยอมไปหน่วยอนามัย เอาแต่บอกว่าไปก็เสียเงินฟรี”
“ไม่รู้คิดอะไรอยู่ ถ้าชีวิตไม่เหลือแล้ว จะเก็บเงินไว้ทำไม?”
ความเสียดายระคนขุ่นใจที่เห็นอีกฝ่ายไม่รักตัวเอง ทำให้ฟางเย่ชิงปวดหัวขึ้นมาทันที
“คำพวกนี้เราก็พูดกันไปตั้งกี่รอบแล้ว เธอเห็นไหมว่าเขาฟังบ้างหรือเปล่า?”
“ดีนะที่ตอนมาฉันไม่ได้พาลูกมาด้วย”
“ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้จะดูแลทางไหนดี”
พอได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นด้านหลัง เธอก็รีบหันกลับไปแนะนำตัว
“นี่คือน้องลู่ ภรรยาของผู้บังคับกองพัน”
“อายุน้อยกว่าพวกเราทุกคน เรียกตามฉันก็ได้”
ตามหลักแล้ว ผู้บังคับกองพันเป็นคนที่มีสถานะสูงที่สุดในเขตบ้านพักครอบครัวทหาร
ยิ่งอายุก็อยู่ตรงนั้น ภรรยาของเขาควรได้รับการเรียกขานว่าพี่สะใภ้
แต่เพราะเธอยังเด็กเกินไป ต่อให้เจ้าตัวไม่ถือ พวกเธอก็ยังรู้สึกกระดากปากที่จะเรียกเช่นนั้น
เรียกว่าน้องสาวจึงเหมาะที่สุด
พอได้ยินคำพูดนี้ สวีชุนฝานก็คิดจะค้าน
นั่นภรรยาผู้บังคับกองพันเชียวนะ เธอจะกล้าเรียกส่งเดชได้ยังไง
แต่พอเห็นใบหน้าที่ค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ คำเรียกที่จวนจะหลุดจากปากก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
“คนนี้คือน้องลู่ใช่ไหม?”
“โธ่ ยังสาวมากเลย! ดูแล้วอายุพอ ๆ กับลูกสาวคนเล็กของฉันเลยนะ!”
“ผู้บังคับกองพันเผยนี่กินหญ้าอ่อนชัด ๆ!”
