พี่สะใภ้ที่เอนกายอยู่บนเตียงเตาอุ่น ริมฝีปากคล้ำม่วง คงเพิ่งติดตามสามีมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน
จึงหลีกเลี่ยงอาการแพ้ที่สูงไม่พ้น
ไปหน่วยอนามัยหลายครั้งก็ไม่เห็นผล ตอนนี้ดูท่าจะถอดใจแล้ว
แต่ก็ยังไม่อยากตาย เลยได้แต่นอนอยู่ในห้องแล้วทอดถอนใจด้วยความเวทนา
เหตุผลที่พี่สะใภ้ฟางกับคนอื่น ๆ มาที่นี่ ก็เพื่อเกลี้ยกล่อมให้เธอไปหน่วยอนามัยอีกครั้ง
แต่เจ้าตัว...เห็นชัดว่าเสียดายเงินเศษที่อยู่ในกระเป๋า
แม้จะไม่เข้าใจตรรกะที่ว่า ‘เงินสำคัญกว่าชีวิต’ แต่ลู่เจาเสี่ยงก็ยังเอ่ยขึ้นทำลายบรรยากาศอึดอัดในห้อง
“พี่สะใภ้ฟาง ให้ฉันลองดูก่อนไหมคะ?”
“ถ้าอาการหนักจริง ๆ ค่อยพาไปหน่วยอนามัยก็ยังไม่สายค่ะ”
คำพูดรักษาน้ำใจย่อมต้องมีอยู่แล้ว
เธอรู้ดีว่าตัวเองมีความสามารถแค่ไหน แต่พี่สะใภ้ที่เพิ่งรู้จักกันย่อมไม่รู้
การเสนอตัวจึงเป็นเรื่องจำเป็น
น้ำเสียงหวานละมุนราวกับแช่น้ำผึ้งดอกหอมหมื่นลี้ ค่อย ๆ ทำให้ฟางเย่ชิงที่ใกล้จะระเบิดอารมณ์สงบลง
เมื่อมีสติขึ้นมา เธอถึงนึกถึงรายละเอียดที่ก่อนหน้านี้มองข้ามไป
ไม่นานมานี้ น้องลู่เหมือนจะบอกว่าเป็นหมอใช่ไหม?
เพราะตอนนั้นมัวแต่เป็นห่วงสถานการณ์ทางนี้ เธอจึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้
สถานการณ์ตอนนี้...ดูเหมือนจะลองดูก็ได้หรือเปล่า?
เผื่อจะรักษาหายขึ้นมาล่ะ?
เมื่อคิดเช่นนี้ สีหน้าของเธอก็เผยความคาดหวังขึ้นมาเล็กน้อย
“น้องลู่เป็นหมอจริง ๆ เหรอ?”
“ดูสิ ก่อนหน้านี้ฉันยังคิดว่าเธอแค่ปลอบใจฉันอยู่เลย”
พูดแล้วก็ชี้ไปด้านหลัง
“ลองดูให้หน่อยก็ได้”
“ภรรยาผู้กองเหลียงเพิ่งมาอยู่บ้านพักครอบครัวก่อนเธอไม่กี่วันเอง”
มาถึงไล่เลี่ยกันแท้ ๆ แต่คนเรากลับต่างกันได้ขนาดนี้ ช่างพูดยากจริง ๆ
เมื่อได้รับอนุญาต ลู่เจาเสี่ยงก็เดินไปข้างหน้าสองสามก้าว
เธอยื่นมือไปหยิบซองเข็มกลัดเข็มเงินในกระเป๋าตามความเคยชิน แต่กลับคว้าได้เพียงอากาศ
