เจียงจืออวี๋มองฉีซือที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แอนโธนี
ไม่ว่าไปกินข้าวที่ไหน ผู้ชายหน้าตาประณีตคนนี้ก็ดูราวกับกำลังนั่งอยู่ในภัตตาคารหรูระดับท็อป
เขาใช้มีดกับส้อมหั่นสเต๊กอย่างสง่างาม
เมื่อรู้สึกถึงสายตาของเจียงจืออวี๋ ฉีซือก็หันมามอง
สายตาของชายหนุ่มมองข้ามแอนโธนีไปหยุดอยู่บนตัวเจียงจืออวี๋
จากนั้นก็ยิ้มอย่างสุภาพให้เธอ
แอนโธนีสังเกตเห็นปฏิสัมพันธ์ของทั้งคู่
ช่วงครึ่งหลังของรายการ เจียงจืออวี๋มักหาเรื่องไปเล่นกับฉีซือเป็นครั้งคราว แกล้งคนแก่เล่น
แต่เพราะส่วนใหญ่แอนโธนีเอาแต่เร่ร่อนอยู่กลางแจ้ง จึงยังไม่รู้ว่าทั้งคู่สนิทกันแล้ว
เขามีผมชี้โด่เด่ขึ้นมาหนึ่งเส้น ก่อนถามอย่างตื่นเต้นว่า “ฉีซือ นายกับเสี่ยวอวี๋เป็นเพื่อนกันแล้วเหรอ?”
ฉีซือเหลือบมองเจียงจืออวี๋
“เพื่อนเหรอ?”
ฉีซือขบกรามเบา ๆ
“ถ้าการสาดน้ำใส่คนอื่นแล้วหลอกว่าเป็นฉี่ การตามตื๊อให้คนอื่นยกขนมให้กิน การเอามือสกปรก ๆ มาแตะเลนส์แว่นคนอื่น การจู่ ๆ ก็ไม่สนใจใคร หรือแกล้งทำเป็นเดินผ่านมาโดยบังเอิญแล้วแอบเหยียบปลายรองเท้าหนังของอีกฝ่ายจะนับเป็นเพื่อนกันได้ล่ะก็ ฉันกับเจียงจืออวี๋ก็เป็นเพื่อนกันจริง ๆ นั่นแหละ”
แอนโธนี: “……”
โอ้พระเจ้า
เท่าที่จำได้ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉีซือพูดจาแดกดันแบบนี้
แต่ถึงแอนโธนีจะไม่ค่อยฉลาด เขาก็ไวต่อความรู้สึกของคนอื่นมาก
เพราะอย่างนั้นเขาจึงรู้ว่าจริง ๆ แล้วฉีซือไม่ได้โกรธ
มุมปากยังมีรอยยิ้มที่กดอย่างไรก็กดไม่ลง
ดูเหมือนกำลังอวดของรักของหวงให้คนอื่นดู แต่ก็กลัวคนอื่นจะแย่งไป เลยจงใจพูดถึงข้อเสียตั้งมากมาย
แอนโธนีเคี้ยวเนื้อในปาก แล้วค่อย ๆ กลืนลงไปเงียบ ๆ
“นายกับเสี่ยวอวี๋สนิทกันขนาดนี้แล้วเหรอ?”
เสียงของแอนโธนีเบาลงนิดหน่อย
เพื่อนคนหนึ่งของเขาสนิทกับเพื่อนอีกคนมากขึ้น
เป็นเรื่องดี
แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยที่เขาไม่รู้
เป็นเรื่องดีจริง ๆ เหรอ?
ทั้งที่ก่อนรายการเริ่ม ฉีซือยังเกลียดเจียงจืออวี๋อยู่เลย
