“พวกเจ้าเจอส้มด้วยหรือ เจอข้างนอกน่ะหรือ”
หลินฮุ่ยหลานปักผ้าเช็ดหน้าเสร็จ เห็นส้มที่จิ้นเสวี่ยเอ๋อร์นำกลับมา ก็ถามด้วยความสงสัย
“ข้าจะรู้ได้อย่างไร จิ้นอวิ๋นเจอเข้า”
จิ้นเสวี่ยเอ๋อร์ก้มหน้าต่ำ สายตาเลิ่กลั่ก นางก้าวเร็วเข้าไปในบ้าน หัวใจในอกเต้นราวกับจะกระโดดออกมา
“ข้าชิมหน่อย”
หลินฮุ่ยหลานหยิบส้มขึ้นมาชิม รสเปรี้ยวปนหวาน หากเป็นเมื่อก่อนนางต้องทิ้งแน่ แต่ตอนนี้ นางค่อย ๆ ชิมพลางถามจิ้นเสวี่ยเอ๋อร์ที่มุดเข้าไปในห้องว่า “เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าไม่กินหรือ”
“ข้าไม่อยากกิน”
เสียงของจิ้นเสวี่ยเอ๋อร์ดังมาจากในห้อง นางกุมหน้าอกแล้วพึมพำว่า “จวงไห่เฉาคนนี้หมายความว่ากระไร”
……
“สำเร็จแล้ว!”
“เครื่องคั้นอ้อยใหม่ของเจ้า คั้นน้ำได้มากกว่าวิธีเดิมถึงสิบห้าชั่ง!”
“น้ำหนักสิบสามชั่ง เคี่ยวได้น้ำตาลเพิ่มสามชั่ง เทียบเท่าเงินกว่าร้อยอีแปะเลยนะ!”
“ครั้งนี้ได้เพิ่มสิบห้าชั่งก็ไม่มากอะไร แต่พอนานวันเข้า สะสมไปเรื่อย ๆ จำนวนนี้มหาศาลเลยทีเดียว!”
ขั้นตอนแรกของโรงน้ำตาลแห่งใหม่ คือโรงคั้นอ้อย เครื่องคั้นที่ปรับปรุงใหม่ ตั้งแต่เครื่องโม่หินไปจนถึงรางคั้นอ้อย ตอนแรกทุกคนคิดว่าเฉิงชีชีทำไร้สาระ แต่พอดัดแปลงเสร็จ ทุกคนมองนางด้วยสายตาเลื่อมใส!
ในเวลาเดียวกัน สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น บางที โรงน้ำตาลของพวกเขาอาจขายได้ถึงสองร้อยตำลึง สามร้อยตำลึง...
เช่นนั้นแล้ว ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านก็จะได้แบ่งเงินไม่น้อยเลยใช่ไหม
