เขาเป็นพวกชอบขัดคอพันธุ์แท้
ทุกคนไม่อยากจะไปสนใจเขา
หวังลี่หมิ่นสังเกตเห็นว่าโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ เธอก็อดหงุดหงิดไม่ได้สบถออกมา “โทรศัพท์พัง ๆ นี่!” แล้วหันไปขอยืมโทรศัพท์จากซูซีกับเสี่ยวฟ่าน “เสี่ยวซูกับเสี่ยวฟ่าน พวกเธอใครให้ฉันยืมโทรศัพท์หน่อย”
เธอบอกว่าเด็กกลับบ้านเองไม่ปลอดภัย เธอต้องติดต่อสามี
ซูซีเห็นเธอร้อนใจก็ยื่นโทรศัพท์ให้ตามสบาย “อ่ะ เอาไปใช้เถอะ”
หวังลี่หมิ่นรีบรับมา “ขอบใจนะ เดี๋ยวโทรเสร็จจะคืน”
ซูซีบอกเรื่องเล็กน้อย
แต่จู่ ๆ ฟ่านเจียเหวินกลับดูเหมือนตื่นตระหนกขึ้นมา “ฉันไม่มีเน็ตแล้ว พวกคุณล่ะ?”
ซูซีชะงัก
แอปเก็บของของจางเสี่ยวเสี่ยวไม่เชื่อมเน็ตก็ใช้ได้ หล่อนกดออกไปดูแวบหนึ่ง ก็เห็นว่าไม่มีเน็ตและไม่มีสัญญาณจริง ๆ “ของฉันก็ไม่มี”
วิดีโอที่เปิดทิ้งไว้ไม่รู้ว่าหยุดเล่นไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ในห้องแคบ ๆ ได้ยินเพียงเสียงลมหวีดหวิวและเสียงกระแทกเป็นครั้งคราว
หลี่ต้าจวินอดใจร้อนไม่ได้ สบถออกมา “บัดซบ! บัดซบ!”
เขาถึงขั้นถีบกำแพงอย่างแรงเพื่อระบายอารมณ์
“อ๊ะ!” ซูซีถึงกับกรีดร้องด้วยความตกใจ มือกุมหน้าอกตัวสั่นสะท้าน หันไปด่าเขา “นี่นายทำอะไรน่ะ? บ้าไปแล้วเหรอ?”
หลี่ต้าจวินอดไม่ได้ที่จะจ้องเขม็งมาที่ซูซี “แกจะร้องทำไมน่ะ? เสียงดังน่ารำคาญชะมัด ตั้งแต่เมื่อกี้ก็เอาแต่กรี๊ดอยู่นั่นแหละ! คนแบบแกน่ะตายเร็วที่สุด”
ซูซีไม่ยอมแพ้แน่ ตบโต๊ะลุกขึ้นยืน ด่ากลับ “ตัวเองมีปัญหายังจะไม่ให้คนอื่นพูดอีก? ในออฟฟิศเราใครน่ารังเกียจที่สุดไม่รู้จักตัวเองเลยหรือไง? อาศัยเป็นพนักงานเก่าแก่ชอบรังแกคนใหม่! หมั่นไส้มานานแล้ว! นายคิดว่านายเป็นใคร?”
ฟ่านเจียเหวินรีบเข้ามาห้าม “พวกคุณอย่าทะเลาะกันแล้ว! รุ่นพี่อย่าโกรธเลย”
เขาดึงแขนเสื้อของซูซี
หลี่ต้าจวินรับไม่ได้กับคนที่มาขัดแย้งกับตัวแถมยังรักหน้าตา โมโหจนหน้าดำคอแดง นิ้วที่ชี้ไปทางซูซีสั่นระริก
หวังลี่หมิ่นโทรออกไม่ได้จนร้องไห้ด้วยความร้อนใจ ตะโกนเรียกอยู่ข้าง ๆ “ทำไงดี ทำไงดี? จะเอายังไงแล้วเนี่ย! ทำไมสัญญาณถึงไม่มี?”
จางเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกแต่ความวุ่นวาย หล่อนแนบกำแพงหลบอยู่ข้าง ๆ เหลือบมองแบตเตอรี่โทรศัพท์ ยังเหลืออยู่ 78 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็หยิบถุงซิปล็อกใสออกจากกระเป๋าเอาสอดโทรศัพท์ใส่เข้าไป แล้วเก็บเข้ากระเป๋าสะพายข้าง
สายกระเป๋าสะพายข้างถูกปรับให้สั้นลง ต้องห้อยแนบตัวถึงจะเบาใจ
สุดท้ายก็สวมเสื้อกันแดด
รูดซิปปิด
หล่อนเริ่มสำรวจสถานการณ์ข้างนอก หน้าต่างบานเล็กของโกดังมีขอบเขตการมองเห็นจำกัด
แถมยังมีเมฆดำทะมึนปกคลุม
จนมองอะไรไม่เห็นเลย
“คงเป็นเพราะสภาพอากาศรุนแรง สัญญาณเลยมีปัญหา”
จางเสี่ยวเสี่ยวเห็นพวกเขากำลังจะตีกันในโกดังเล็ก ๆ จึงแทรกขัดขึ้น “โกดังเราดูเหมือนจะมีวิทยุ หา ๆ ดูเถอะ”
หล่อนเบี่ยงเบนความสนใจของทุกคนโดยตรง น้ำเสียงที่ราบเรียบยังทำให้คนอื่นสงบลงได้ไม่น้อย
ฟ่านเจียเหวินดีใจขึ้นมาทันที “ใช่ไง! วิทยุมันรับคลื่นสถานีได้”
ยุคใหม่ที่ไร้เน็ตอาจทำให้คนตื่นตระหนกอย่างหนัก เพราะนั่นหมายถึงการขาดการติดต่อกับโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ถ้ามีวิทยุอย่างน้อยก็พอจะฟังการกระจายเสียงได้บ้าง
ซูซีเองก็ดีใจขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ “งั้นรีบหาดู ฉันจำได้ว่าเมื่อไม่นานเราเพิ่งถ่ายละครย้อนยุคไป มีของเก่าแบบนี้ใช้น่าจะหาง่ายนะ! ใช่แล้ว! อาจจะอยู่ในกล่องอุปกรณ์ประกอบฉากใบใหญ่!”
หล่อนกับฟ่านเจียเหวินเริ่มรื้อค้นทันที
หลี่ต้าจวินพอใจเย็นลงแล้วก็รู้สึกอายอยู่บ้าง ด้วยนิสัยชอบทำตามคนอื่น กลัวถูกทิ้งให้เดียวดาย จึงพึมพำ “หาวิทยุไปทำไมกัน? ฉันจะออกไปถามแผนกอาคาร ยังจะหลบอยู่ในนี้ทั้งชาติไม่ได้หรอกมั้ง?”
เขากำลังจะเปิดประตู
จางเสี่ยวเสี่ยวอยากห้าม แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ลมกระโชกจากด้านนอกก็พัดอัดเข้ามาในห้องเก็บของ ข้าวของปลิวกระจัดกระจายทันที
ลมบ้าหมูพัดคลั่ง
จนคนลืมตาไม่ขึ้น
ฝนและลมกรอกเข้ามาพร้อมกัน สาดเข้าใส่ร่างพวกเขาจนเปียกโชก
ซูซีสบถออกมาทันที “ถุย ๆ ๆ บ้าไปแล้วหรือไง? หลี่ต้าจวินนายแกล้งกันใช่ไหม?!”
ฟ่านเจียเหวินรีบวิ่งเข้าไปช่วยหลี่ต้าจวินดันประตูปิด แต่ว่านาทีนี้ปิดไม่ลงจริง ๆ หน้าต่างบานใหญ่ด้านนอกไม่รู้แตกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ฝนกับลูกเห็บตามแรงลมกรรโชกพัดอาละวาดอยู่ในตัวอาคาร
จางเสี่ยวเสี่ยวอดด่าในใจว่าโง่ไม่ได้ หล่อนหลบตายอยู่ที่มุม “ปิดไม่ได้แล้ว พวกคุณสองคนหลบเร็ว”
เสียงเพิ่งขาดปลาย
ประตูก็ปะทะกับลมกระโชกอีกคำรบ หลี่ต้าจวินเห็นท่าไม่ดีก็ไม่ยอมบอกล่วงหน้า อยู่ ๆ ก็ปล่อยมือกระโจนหลบไปข้าง ๆ ผลคือฟ่านเจียเหวินถูกประตูกระแทกใส่เต็มแรง เขาร้องด้วยความเจ็บปวด ทั้งตัวถูกประตูอัดติดกำแพง
ซูซีหน้าซีดเผือด ทรุดทรามลงกับพื้น กำขาโต๊ะแน่น แทบคลุ้มคลั่ง “คนตายแล้ว!! คนตายแล้ว!! เสี่ยวฟ่าน!!”
หวังลี่หมิ่นเองก็ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ “แค่ชั่วอึดใจพวกคุณทำอะไรลงไป? คราวนี้เรื่องใหญ่แล้ว!” หล่อนไม่กล้าเข้าไปเลยสักนิด
ฟ่านเจียเหวินดูเหมือนตายไปแล้ว ไม่มีสัญญาณตอบสนองใด ๆ ล้มคว่ำอยู่หลังประตู
หลี่ต้าจวินเห็นเรื่องเกิดขึ้นแล้ว ก็รีบพูดตะกุกตะกักเสียงดัง “ไม่ใช่ผม ไม่เกี่ยวกับผม! เขาเข้ามาเอง! ลมมันแรง แล้วเขาก็โง่ไม่ยอมปล่อยมือ! ตัวเขาเองตอบสนองช้า! ไม่เกี่ยวกับผม!”
ซูซีตาแดงก่ำต่อว่าเขา “นายปล่อยมือทำไมไม่บอกล่วงหน้าสักคำ?”
ยุคสงบสุข
ทุกคนไม่เคยเจอเรื่องอย่างนี้มาก่อน ภัยธรรมชาติปกติก็รู้จากข่าว ต้องมาประสบกับตัวเองถึงรู้ว่ามันน่ากลัวแค่ไหน
จางเสี่ยวเสี่ยวฟังพวกเขาเอะอะจนใจรำคาญ หล่อนรอให้ลมกระโชกชุดนี้ผ่านไป แล้วค่อย ๆ ขยับตัวอย่างระมัดระวัง จับข้อมือของเขาดู ยังมีชีพจร จากนั้นก็ลากฟ่านเจียเหวินออกมาจากหน้าประตู “อย่าทะเลาะกันแล้ว คนยังไม่ตาย มามือช่วยกันหน่อย ถ้าโดนประตูกระแทกอีกรอบนี่ก็ไม่แน่แล้วล่ะ”
ซูซีมือไม้สั่นไปหมด หล่อนตัวสั่นร้องไห้ “ฉันไม่มีแรง”
ยังคงเป็นหวังลี่หมิ่นที่ยื่นมือเข้ามาช่วย ร่วมแรงกับจางเสี่ยวเสี่ยวลากฟ่านเจียเหวินออกมา
จางเสี่ยวเสี่ยวล็อกประตูอีกครั้ง หลังจากลมกระโชกนี้สงบลง ภายนอกดูเหมือนจะเงียบขึ้นมาก แต่หล่อนไม่กล้าประมาท ยังคงไม่ออกไป หันไปหาวิทยุและกล่องปฐมพยาบาล เพราะละครสั้นที่ถ่ายกันเองทำให้อุปกรณ์ประกอบฉากทุกอย่างเป็นของจริงทั้งนั้น แม้แต่ยาในกล่องปฐมพยาบาลก็มีครบ
หวังลี่หมิ่นกำลังเรียกฟ่านเจียเหวิน ตรวจดูว่าเขามีแผลภายนอกอื่น ๆ หรือไม่
แต่สายตาของหลี่ต้าจวินกลับจับจ้องอยู่ที่จางเสี่ยวเสี่ยว เพราะเขาก็เพิ่งสังเกตว่า พนักงานกระจอกที่ทำงานจิปาถะในออฟฟิศคนนี้ กลับใจเย็นอย่างน่าประหลาด
เด็กสาวสวมเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์ ข้างนอกใส่เสื้อกันแดดสีเทา รองเท้าผ้าใบธรรมดา ผมยาวถูกมัดเป็นมวยต่ำด้วยหนังยางรัดผมแบบเกลียวใหญ่
เด็กสาวแต่งตัวแบบนี้ตามถนนมีให้เห็นเกลื่อน ไม่มีอะไรน่าสนใจ
ชื่อก็พื้น ๆ
หน้าตาล่ะ
หลี่ต้าจวินจ้องมองใบหน้าของจางเสี่ยวเสี่ยว ก็เพิ่งพบว่าใต้แว่นตากรอบดำนั้นใบหน้าขาวสะอาดมาก มองแวบแรกก็ธรรมดา แต่ยิ่งมองก็ยิ่งสบายตา
เขาไม่ปิดบังสายตาของตัวเองเลย
เมื่อจางเสี่ยวเสี่ยวเหลือบมองตอบมาอย่างเย็นชา หลี่ต้าจวินกลับสะดุ้ง ตกใจอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกถึงความแหลมคมที่แผ่ออกมาจากแววตาคู่นี้
หวังลี่หมิ่นเรียกฟ่านเจียเหวินจนฟื้นสำเร็จ ฟ่านเจียเหวินถูกกระแทกจนสลบไป เขาครางออกมาอย่างยากลำบากสองครั้ง บอกว่าเจ็บตัวและเวียนหัว
