ซูซีร่ำไห้ออกมาเสียงดัง “ตกใจแทบตาย ฉันนึกว่าคุณตายไปแล้ว”
ฟ่านเจียเหวินยิ้มขมขื่น “แหะ ๆ แค่เกือบได้ไปเจอย่าทวดแล้วล่ะ”
หวังลี่หมิ่นเห็นเด็กรุ่นน้องยังล้อเล่นได้ ก็โล่งอก “เกือบไปกันใหญ่แล้ว ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงหัวหน้ากลุ่ม พวกเราคงโดนด่าเละแน่”
ลมพายุข้างนอกเหมือนจะหยุดแล้ว
หลังจากผ่านอันตรายครั้งนี้ หลี่ต้าจวินก็เงียบกริบไปเลย เขาหลบไปนั่งกอดเข่าอยู่ที่มุมหนึ่ง สีหน้าหวาดหวั่น กลัวฟ่านเจียเหวินจะมาให้เขารับผิดชอบ
ดูเหมือนฟ่านเจียเหวินจะไม่สาหัสนัก ตั้งสติได้สักพักก็ค่อย ๆ ฟื้นคืนสู่สภาพเดิม
หวังลี่หมิ่นกำชับเขาว่า “ขากลับไปหาหมอดูสักหน่อยดีกว่า”
ซูซีอาสาไปเป็นเพื่อนฟ่านเจียเหวิน
ฟ่านเจียเหวินรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง “ขอบคุณรุ่นพี่” เขาเป็นรุ่นน้องร่วมสถาบันกับซูซี แถมยังเป็นคนบ้านเดียวกัน จึงสนิทกับซูซีเป็นพิเศษ
ซูซีได้แต่บอกให้เขาอยู่เฉย ๆ
รอจนพายุฝนสงบลงสนิท
เสียงซ่า ๆ ดังขึ้นแล้ว เสียงประกาศจากวิทยุก็ดังแทรกขึ้นมาตอนนั้นพอดีว่าแจ้งยกเลิกประกาศภัย
จางเสี่ยวเสี่ยววางวิทยุลง “ออกไปได้แล้ว ไปกันเถอะ”
ก่อนจะออกไป
ทุกคนช่วยกันเก็บห้องเก็บของเล็ก ๆ น้อย ๆ จัดของที่ถูกลมพัดกระจายเข้าที่เดิมคร่าว ๆ
จางเสี่ยวเสี่ยวมองไปที่ดาบเหมี่ยวดาบหนึ่ง เธอหมายตาดาบเล่มนี้มานานแล้ว น่าเสียดายที่ราคาแพงเกินไป อีกทั้งเจ้าของร้านใหญ่ก็คุยด้วยยากมาก ไม่สามารถซื้อมาได้
เธอละสายตากลับมา
เดินตามเพื่อนร่วมงานออกไปข้างนอก ออฟฟิศตอนนี้เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้
หวังลี่หมิ่นอดปวดหัวไม่ได้ “เฮ้อ ตายแน่คราวนี้ ทำยังไงดีล่ะทีนี้”
ซูซีบอกว่าถึงเวลาเลิกงานแล้ว ไว้ค่อยว่ากันพรุ่งนี้เช้า
พวกเขากลุ่มหนึ่งเดินออกไปข้างนอกต่อ
ตอนนี้ไฟดับหมดแล้ว
มีแต่ไฟฉุกเฉินที่ยังสว่างอยู่ ทุกคนเดินลงบันได ข้างนอกคนพลุกพล่าน
คนจากบริษัทอื่นก็อยู่กันหมด
ทุกคนยังไม่หายตื่นตระหนก
เดินรวดเดียวลงมาถึงชั้นล่าง ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป ด้านล่างมีรถพยาบาลจอดอยู่ไม่น้อย
ทุกคนถึงได้รู้ว่ามันรุนแรงขนาดนี้
ซูซีประคองเสี่ยวฟ่านไปหาหน่วยแพทย์ หลี่ต้าจวินเผ่นหนีไปตั้งแต่แรกแล้ว
หวังลี่หมิ่นยังไม่หายขวัญผวา ในที่สุดสัญญาณมือถือก็กลับมา สามีของเธอโทรมาบอกว่ารับลูกแล้ว ข่าวดีคือทุกคนปลอดภัย
“ขอบคุณฟ้าดินจริง ๆ คราวนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว เสี่ยวเสี่ยว เธอจะกลับบ้านเลยเหรอ อยากให้ฉันขับรถไปส่งไหม นาทีนี้น่าจะเดินทางลำบาก”
หวังลี่หมิ่นเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
จางเสี่ยวเสี่ยวกำลังเตรียมตัวเดินไปซูเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ใกล้ ๆ ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย “ไม่ดีกว่าค่ะ ฉันยังต้องซื้อของอีกสองสามอย่าง พี่หวังกลับก่อนเถอะนะคะ”
หวังลี่หมิ่นได้ยินก็พลันนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ “งั้นไปด้วยกันเถอะ ฉันเองก็ต้องซื้อของเหมือนกัน รู้สึกใจคอไม่ค่อยดีเลย ได้ข่าวว่าช่วงนี้จะมีพายุฝนถล่มอีกหลายวัน เด็กนักเรียนก็ปิดเทอมแล้ว บริษัทเราก็อาจจะหยุดงานด้วย”
จางเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้ปฏิเสธอีก พยักหน้า “งั้นก็ไปด้วยกันค่ะ”
หวังลี่หมิ่นมองเธอนานขึ้นอีกนิด พอได้สติก็พบว่าเด็กสาวคนนี้มีท่าทีสงบนิ่งตั้งแต่ต้นจนจบ ในขณะที่ฝ่ามือของตัวเองยังสั่นเล็กน้อย “เสี่ยวเสี่ยว เธอไม่กลัวเหรอ ฉันเพิ่งรู้ว่าเธอกล้าหาญขนาดนี้”
ระหว่างทางมีน้ำท่วมขังอยู่บางจุด ผู้คนมากมายพับขากางเกงขึ้นแล้วลุยน้ำเดิน
จางเสี่ยวเสี่ยวพาหวังลี่หมิ่นเดินลัดเลาะไปตามทางลัด หลบเลี่ยงเส้นทางที่มีน้ำขัง เมื่อได้ยินคำถามนั้น เธอก็ตอบเพียงแค่ด้วยเสียงเรียบเฉยว่า “ก็ไม่เท่าไหร่ค่ะ แล้วก็กลัวไปก็ไม่มีประโยชน์ ใช่ไหมล่ะคะ”
หวังลี่หมิ่นชะงักไปเล็กน้อย พลันนึกอะไรขึ้นมาได้ “เหมือนเธอจะมาจากครอบครัวพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยวนะ”
จางเสี่ยวเสี่ยวพยักหน้า สำหรับเธอแล้วนี่ไม่ใช่หัวข้อที่แตะต้องไม่ได้ “พวกท่านหย่ากันหลังจากฉันสอบเอ็นทรานซ์เสร็จ แยกทางกันด้วยดี”
ถึงแม้เธอจะอยู่กับพ่อ
แต่ไม่นานพ่อก็แต่งงานใหม่
พอเข้ามหาวิทยาลัยเธอก็ใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ค่าครองชีพจะขอจากทั้งสองฝ่ายก็ยากลำบาก เธอทำได้แค่ทำงานพิเศษไปด้วย เรียนไปด้วย ถึงจะประคับประคองให้เรียนจบมาได้อย่างหวุดหวิด
หวังลี่หมิ่นได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ “เอ่อ ต่อไปถ้าเธออยากกินอาหารบ้าน ๆ ก็มาที่บ้านฉันได้นะ”
เธอบอกว่าสามีของเธอเป็นพ่อครัว ฝีมือทำอาหารใช้ได้
จางเสี่ยวเสี่ยวได้ยินก็ยิ้ม “พี่หลิวเป็นเชฟใหญ่โรงแรมห้าดาวนะคะ ถ่อมตัวไปได้”
หวังลี่หมิ่นก็อดหัวเราะไม่ได้ “สุดท้ายก็เป็นพ่อครัวดี ๆ นี่เอง” พูดจบก็ส่ายหน้า
อย่างไรเสีย อารมณ์ก็ผ่อนคลายลงเยอะเหมือนกัน
มาถึงซูเปอร์มาร์เก็ต ตอนนี้ก็เหมือนกัน เบียดเสียดกัน ชั้นวางของก็ว่างเปล่า
หวังลี่หมิ่นถึงกับอึ้งไปเลย “มันเกินไปแล้วนะนี่ แย่งกันขนาดนี้เลยเหรอ”
ผู้คนมากมายเข็นรถเข็นที่ใส่น้ำดื่มเต็มคัน
จางเสี่ยวเสี่ยวเข้าสู่โหมดสู้รบเรียบร้อยแล้ว ตาไวคว้ารถเข็นคันสุดท้ายมาได้ จากนั้นก็ช่วยพี่หวังแย่งคันที่เพิ่งว่างมาได้อีกคัน
คนที่เดินช้าไปก้าวหนึ่งยังถลึงตาใส่จางเสี่ยวเสี่ยว แต่เธอไม่แม้แต่จะกะพริบตา คว้ารถเข็นส่งให้พี่หวังอย่างคล่องแคล่ว
หวังลี่หมิ่นรีบรับมา “ขอบใจมากจ้ะเสี่ยวเสี่ยว”
“ไม่เป็นไรค่ะ” ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ทำให้ผลประโยชน์ของตัวเองเสียหาย จางเสี่ยวเสี่ยวก็ยินดีจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เช่น การช่วยหวังลี่หมิ่นแย่งรถเข็น หรืออย่างก่อนหน้านี้ที่ลากฟ่านเจียเหวินออกมาจากหลังประตู
จางเสี่ยวเสี่ยวเห็นว่าฝั่งน้ำดื่มใกล้จะเกลี้ยงแล้ว จึงรีบเข้าไปแย่งน้ำดื่มขนาด 4.5 ลิตรมาสองถัง และน้ำขวดเล็กอีกหนึ่งลัง
พลางหยิบให้น้ำสองถังกับหวังลี่หมิ่นด้วย
หวังลี่หมิ่นเข็นรถเข็นรีบตามมา “ทำไมต่างคนต่างแย่งน้ำกัน”
จางเสี่ยวเสี่ยวกำลังเข็นรถเข็นมุ่งหน้าไปทางตู้แช่เย็น ตรงไปยังโซนนมสด “น้ำประปาอาจจะหยุดไหลแล้วค่ะ เมื่อกี้ฉันได้ยินใครพูดขึ้นมาทีหนึ่ง”
หวังลี่หมิ่นได้ยินก็อยากกลับไปขนน้ำเพิ่มอีกสองถังทันที แต่ตรงนั้นเกลี้ยงแล้ว เธอเพิ่งจะรู้ตัวเมื่อเห็นน้ำสองถังในรถเข็นของตัวเอง อดอุทานออกมาไม่ได้ว่า “เด็กคนนี้ทำไมปฏิกิริยาเร็วขนาดนี้”
สมแล้วที่เป็นหนูนักกักตุนตัวพ่อ!!
แต่จางเสี่ยวเสี่ยวกลับบอกว่า “หนูจำได้ว่าเยว่เยว่ไม่รังเกียจดื่มนมใช่ไหมคะ พี่ซื้อนมกักตุนไว้หน่อยก็ได้นะ”
หวังลี่หมิ่นพยักหน้าทันที แล้วตามด้วยการกักตุนนมจืดขวดใหญ่หลายขวด “ใช่เลย ถ้าน้ำหมด ก็กักนมไว้เยอะ ๆ ก็ดีเหมือนกัน”
เธอก็ฉลาดมากเหมือนกัน
ซื้อนมพาสเจอร์ไรส์แค่ไม่กี่ขวด แล้วก็หยิบนมกล่องอุณหภูมิปกติมาสองลังอย่างคล่องแคล่ว
“เมื่อก่อนยังรำคาญว่ารถเข็นของที่นี่ใหญ่เกินไป มาตอนนี้ได้ใช้สักที” หวังลี่หมิ่นรู้สึกทึ่งยิ่งนัก มองดูผู้คนรอบข้างที่กำลังกว้านซื้อเสบียงกันอย่างบ้าคลั่ง หนังตาขวาก็กระตุกแรงหลายที ในใจก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก
จางเสี่ยวเสี่ยวเดินไปยังโซนผักแล้ว ผักสดใกล้จะหมดแล้ว เธอก็ไม่รังเกียจ มีอะไรก็หยิบอันนั้น จังหวะก้าวเดินรวดเร็วมากตลอดเวลา
หวังลี่หมิ่นตามจังหวะของเธอแทบไม่ทัน “ฉันรู้สึกว่ารอบนี้มันผิดปกติยังไงชอบกล”
เมือง C มีชื่อเสียงเรื่องความสงบสุขเรียบร้อย ไม่เคยมีพายุฝนรุนแรงขนาดนี้มาก่อน แล้วยังมาเร็วอย่างกับโกหก ลมก็แรงมาก เกือบจะเทียบได้กับพายุไต้ฝุ่นรุนแรงที่ชายฝั่ง ต้นไม้ข้างนอกหักโค่นหมด พื้นเต็มไปด้วยซากข้าวของ
จางเสี่ยวเสี่ยวพยักหน้า “หนูก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน พี่ซื้อกักตุนไว้เยอะหน่อยก็ดีนะ”
เธอเตือนว่าสภาพอากาศผิดปกติ ให้เตรียมยาสามัญไว้ด้วย แล้วก็เทียนไข เพราะตอนนี้หลาย ๆ ที่ก็ยังไม่มีไฟฟ้า ห้างก็ต้องใช้เครื่องปั่นไฟ
หวังลี่หมิ่นพยักหน้ารับ
เดินผ่านโซนของใช้ในชีวิตประจำวัน จางเสี่ยวเสี่ยวก็หยิบกระดาษทิชชูติดมาด้วย
ของที่สั่งออนไลน์ไว้คงมาส่งไม่ทัน
ส่วนโซนขนมขบเคี้ยวก็ขาดไม่ได้เด็ดขาด โคล่าและสไปรท์อย่างละลัง
ข้าวของมากมายเหลือเกิน
จางเสี่ยวเสี่ยวซื้อรถเข็นแคมปิ้งอีกคันหนึ่ง เอาของทั้งหมดวางเรียงบนนั้น น้ำถังใหญ่สองถัง น้ำดื่มหนึ่งลัง โคล่าหนึ่งลัง สไปรท์หนึ่งลัง นมกล่อง 1 ลิตรสามกล่อง ผักและขนมขบเคี้ยวจำนวนหนึ่ง กระดาษทิชชูสามห่อ...
เรียงซ้อนกันอย่างเรียบร้อย
เด็กคนนี้ช่างมีหัวคิดจริง ๆ หวังลี่หมิ่นถึงกับอัศจรรย์ใจสุดจะบรรยาย
