เมื่อวานนางเดินผ่านหน้าบ้านไกว้เจี่ยวเฉียง พอดีเห็นเขาถือจานเนื้อลาเดินเข้าไปในบ้าน
เนื้อลาในจานมีไม่น้อย คนโสดยากจนอย่างไกว้เจี่ยวเฉียงทั้งปีคงหาโอกาสกินเนื้อได้ไม่กี่ครั้ง เขาย่อมไม่ยอมกินหมดในมื้อเดียวแน่
เป็นดังที่คิด วันนี้ยังเหลืออยู่เกือบครึ่งจาน
“ถ้าเช่นนั้น ท่านลุงเฉียงค่อย ๆ กินเถิด ข้าขอตัวก่อน” หลีหยางยัดแป้งแผ่นใส่มือเขา แล้วหันหลังเดินจากไป
เดินไปได้สองก้าว นางก็หันกลับมา คล้ายเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ จึงยิ้มแย้มแล้วเสริมว่า “ในแป้งแผ่นนี้ใส่ต้นอ่อนชางเอ่อร์ ช่วยดับร้อน ท่านกินแกล้มสุรา รสชาติดีทีเดียว”
ไกว้เจี่ยวเฉียงกำแป้งแผ่นไว้ มองร่างผอมเล็กที่ลับหายไปตรงปากตรอก จากนั้นก้มมองแป้งแผ่นอุ่น ๆ ในมือ แล้วหัวเราะหึ ๆ สองครั้ง
หลีหยางเดินพ้นตรอก ก่อนเลี้ยวไปตามทางมุ่งสู่ท้ายหมู่บ้านทางตะวันออก
แป้งแผ่นในตะกร้าหายไปสองชิ้น เหลืออีกสองชิ้นคลุมไว้ด้วยผ้าหยาบ
ในที่สุดระบบก็อดรนทนไม่ไหว เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าบ้าน ทำไมถึงเอาแป้งแผ่นไปให้ไกว้เจี่ยวเฉียงล่ะ? บ้านเรายากจนถึงเพียงนี้ ยังเอาแป้งแผ่นไปให้คนอื่นอีกหรือ?”
“ผูกมิตรไง” หลีหยางตอบส่ง ๆ
“ผูกมิตร?”
ระบบเห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ “พ่อของเจ้าติดหนี้ท่วมหัว ส่วนไกว้เจี่ยวเฉียงเองก็จนแทบตาย ผูกมิตรกับเขาไปจะมีประโยชน์อะไร? อีกอย่าง เจ้าไม่เห็นสายตาที่เขามองเจ้าหรือ?”
“เห็นสิ”
“เห็นแล้วเจ้ายัง...”
“ชู่ว” หลีหยางขัดขึ้น “ถึงแล้ว”
เบื้องหน้าคือบ้านป้าหวัง
กำแพงลานบ้านก่อด้วยอิฐเขียว ประตูไม้ทาสีดำเงา ในหมู่บ้านซิ่งฮวาเช่นนี้ บ้านที่ใช้หินอิฐเขียวมีอยู่เพียงไม่กี่หลัง
สามีของป้าหวังทำการค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ ในตลาดประจำเมือง มีฐานะดีกว่าชาวนามาก นี่จึงเป็นเหตุให้ป้าหวังได้เป็นหัวหน้ากลุ่มหญิงซักผ้า
หลีหยางเดินเข้าไปเคาะห่วงประตู
เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านใน ไม่นานประตูก็เปิดแง้ม เผยให้เห็นใบหน้ากลมของป้าหวัง
เมื่อเห็นหลีหยางยืนอยู่หน้าประตู สีหน้าของนางก็เหมือนถูกใครหยิกเข้าให้กะทันหัน ทั้งประหลาดใจ กระอักกระอ่วน และยังมีความขุ่นเคืองที่ซ่อนไม่ทันอยู่แวบหนึ่ง
“หลีหยาง? เจ้...”
“ท่านป้า” หลีหยางไม่รอให้นางพูดจบ ก็ยกตะกร้าในมือขึ้น ยิ้มอย่างไร้เดียงสา “ท่านไม่ได้บอกให้ข้ามากินข้าวที่บ้านหรือ? ข้าคิดว่ามามือเปล่าคงไม่เหมาะ จึงเอาแป้งที่บ้านมาทำเป็นแป้งแผ่นทั้งหมด แล้วนำมาฝากท่าน”
เสียงของนางไม่ดังไม่เบา พอดีให้เพื่อนบ้านทั้งซ้ายขวาได้ยิน
ประตูบ้านข้าง ๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด มีคนยื่นหน้าออกมาดูเรื่องสนุก
สีหน้าป้าหวังเปลี่ยนไปหลายครั้ง กล้ามเนื้อตรงมุมปากกระตุกสองหน สุดท้ายก็ฝืนยิ้มออกมา “โธ่ เด็กคนนี้ มาแล้วก็มาเถิด ยังจะเอาของมาทำไม! เข้ามาเร็ว เข้ามา!”
ประตูเปิดกว้างขึ้น หลีหยางก้มศีรษะกล่าวขอบคุณ ก่อนหิ้วตะกร้าก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป
ลานบ้านของป้าหวังใหญ่กว่ากระท่อมไม้ผุพังของนางถึงสองเท่า พื้นปูด้วยแผ่นหินเขียว ภายในเรือนหลักมีแสงไฟสว่าง บนโต๊ะอาหารวางกับข้าวไว้หลายจาน สามีของป้าหวังกำลังนั่งอยู่ข้างโต๊ะ เมื่อเห็นหลีหยางเดินเข้ามาก็ชะงักไปเช่นกัน
ป้าหวังเดินตามหลังมา รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างราวกับฉาบไว้ด้วยแป้งเปียก แต่ก็ยังฝืนรักษาหน้า เอ่ยเชิญให้นางนั่งลง
บนโต๊ะมีผักดองหนึ่งจาน ผักกาดขาวตุ๋นหนึ่งชาม และเนื้อหมักแห้งจานเล็ก เนื้อหมักแห้งหั่นบางจนแทบโปร่งแสง รวมแล้วมีไม่กี่ชิ้น เห็นได้ชัดว่าบ้านป้าหวังเองก็ไม่ได้มั่งคั่ง เพียงแต่ฐานะดีกว่าครอบครัวชาวนาทั่วไปอยู่บ้าง
หลีหยางเพิ่งนั่งลง ป้าหวังก็เอื้อมมือยกจานเนื้อหมักแห้งไปเก็บในตู้ จากนั้นหันไปตักข้าวหยาบเพิ่มอีกชามในห้องครัว
“ที่บ้านไม่มีอาหารดี ๆ เจ้าก็กินประทังไปก่อน”
ป้าหวังกลับมานั่งที่เดิม หยิบตะเกียบขึ้นมา ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้ม ทว่ารอยยิ้มนั้นแตะอยู่เพียงผิวเผิน “หลีหยาง ป้ามีเรื่องในใจอยากบอกเจ้า เด็กสาวอย่างเราอย่าเอาแต่คิดจะเอาเปรียบคนอื่น วันนี้ป้าใจดีรั้งเจ้าไว้กินข้าว อย่าเอาไปพูดให้ใครฟัง ไม่เช่นนั้นคนอื่นจะเอาอย่างกัน”
“ทุกวันนี้ไม่มีบ้านไหนอยู่ดีกินดี พ่อเจ้าก็เป็นอย่างนั้น เจ้ายิ่งต้องรู้จักวางตัว อย่าให้คนอื่นคิดว่าเจ้าไร้การอบรม”
หลีหยางยกชามข้าวขึ้น คีบผักกาดขาวตุ๋นเข้าปาก เคี้ยวแล้วกลืนลงไป ก่อนเงยหน้าส่งยิ้มให้ป้าหวัง “ท่านป้าพูดถูกแล้ว”
บนใบหน้านางไม่มีร่องรอยไม่พอใจแม้แต่น้อย ซ้ำยังคีบผักดองให้ป้าหวังอย่างว่าง่าย จนดูเชื่อฟังเกินเหตุ
ป้าหวังมีคำพูดตำหนิอยู่เต็มท้อง กลับไม่รู้จะพูดต่ออย่างไร จึงก้มหน้ากินข้าวไปสองสามคำ
หลีหยางกินข้าวหมดชามก็วางตะเกียบ ช่วยเก็บถ้วยชาม กล่าวขอบคุณ แล้วหิ้วตะกร้าเปล่าออกจากประตูบ้านตระกูลหวัง
ลมกลางคืนพัดมา หนาวเย็นจนต้องหดคอ นางเดินกลับบ้านอย่างไม่เร่งรีบ
คำพูดของป้าหวังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่ได้หยุดอยู่ในใจนานแม้แต่วินาทีเดียว เปลืองพื้นที่เปล่า ๆ
ผลักประตูรั้วไม้ไผ่ของตนเข้าไป ภายในบ้านมืดสนิท
นางแขวนตะกร้ากลับไว้บนผนัง คลำทางไปถึงข้างเตียง แล้วล้มตัวลงนอนทั้งเสื้อผ้า
แผ่นเตียงแข็งจนทิ่มกระดูก ผ้าห่มบางราวกับกระดาษ ไอหนาวในคืนเดือนสองซึมผ่านรอยแยกของผนังเข้ามาทีละสาย จนฝ่าเท้าชา หลีหยางกระชับผ้าห่มให้แน่นขึ้น แล้วหลับตาลง
นี่เป็นคืนที่สามนับตั้งแต่นางข้ามมิติมา
ความคิดในหัวล่องลอยย้อนกลับไปไกลกว่านั้น ย้อนไปยังช่วงเวลาที่ยังไม่ได้เป็นหลีหยาง
โจทย์ข้อนั้น
เธอใช้เวลาทำมันทั้งวันทั้งคืน
ตลอดทั้งวันทั้งคืนไม่ได้นอน ทั้งยังกินข้าวไม่เป็นเวลา บนโต๊ะเต็มไปด้วยกระดาษคำนวณที่เขียนสูตรอนุมานอัดแน่นเต็มแผ่น
เพื่อนร่วมห้องบอกให้เธอพักบ้าง แต่เธอไม่ฟัง
อาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่าโจทย์ข้อนี้ยากเกินระดับความสามารถของเธอในตอนนี้ เตือนว่าอย่าดันทุรัง แต่เธอก็ไม่ฟังเช่นกัน
หลีหยางไม่เคยยอมแพ้ใครมาตั้งแต่เด็ก โจทย์ที่คนอื่นทำไม่ได้ เธอก็จะต้องทำให้ได้ ผลงานที่คนอื่นไขว่คว้าไม่ได้ เธอก็จะต้องคว้ามาให้ได้
เวลา 3 นาฬิกา 47 นาที เธอหาจุดทะลวงเจอในที่สุด
นิ้วมือรัวลงบนแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็ว ตัวเลขบนหน้าจอปรากฏขึ้นทีละบรรทัด ผลการตรวจสอบค่อย ๆ ใกล้เคียงกับค่าที่คาดไว้มากขึ้นทุกที
หัวใจเธอเต้นรัว ความรู้สึกตื่นเต้นยามใกล้ทะลวงผ่านอุปสรรคทำให้ลืมความเหนื่อยล้าทั้งหมด
เหลืออีกแค่ขั้นตอนสุดท้าย!
ตรวจสอบขั้นสุดท้าย!
จู่ ๆ ขมับของเธอก็ปวดแปลบ ราวกับมีใครใช้เข็มแทงเข้ามาจากทั้งสองข้างพร้อมกัน
เบื้องหน้ามืดสนิท
เธอได้ยินเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง พลันกลับคืนสู่ความเงียบงัน
เธอตายก่อนจะไขคำตอบได้เพียงหนึ่งวินาที
จากนั้นความเจ็บปวดก็ถาโถมเข้ามาอย่างมืดฟ้ามัวดิน
ซี่โครงราวกับหัก ทุกครั้งที่หายใจล้วนเจ็บร้าว แผ่นหลังแสบร้อนเหมือนถูกบางอย่างฟาดมา แขนมีรอยช้ำเขียวม่วงเต็มไปหมด แทบไม่มีผิวส่วนไหนที่ไม่บอบช้ำ
ยังไม่ทันได้ลืมตา กลิ่นสุราคละคลุ้งก็พุ่งเข้าจมูกก่อน
“ตัวซวย! มีแต่ตัวซวย!” เสียงคำรามของชายคนหนึ่งดังจนแก้วหูสั่นระรัว ตามด้วยเสียงขวดสุรากระแทกพื้นแตกดังเพล้ง เศษแก้วกระเด็นมาโดนใบหน้า ทิ้งรอยเลือดตื้น ๆ ไว้เส้นหนึ่ง
เธอลืมตาขึ้นฉับพลัน เห็นชายวัยกลางคนหน้าแดงก่ำกำลังโซเซเข้ามาหา มือกำไม้เขี่ยไฟไว้แน่น
หลีหยางหดตัวไปยังมุมห้องโดยสัญชาตญาณ
เศษเสี้ยวความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมยังไม่ทันประสานเข้าด้วยกัน แต่ปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณของร่างกายนี้ก็บอกทุกอย่างแล้ว ท่าทางเช่นนี้ ความหวาดกลัวเช่นนี้ ถูกสลักลึกลงไปถึงกระดูก
ไม้เขี่ยไฟฟาดลงมา นางยกแขนขึ้นกันไว้ ทันใดนั้นก็เกิดรอยแดงบวมขึ้นบนแขน
การกระทำของนางยิ่งกระตุ้นให้ชายคนนั้นโกรธจัด เขาเตะนางหนึ่งที ปากด่าพึมพำพลางเอื้อมไปหยิบขวดสุราอีกครั้ง
เจ็บ เจ็บเหลือเกิน
เธอรู้สึกว่าจิตสำนึกของตนใกล้ถูกกระชากจนแตกสลายไปพร้อมกับร่างนี้ เบื้องหน้ามืดวูบเป็นระยะ เสียงรอบข้างดังไกลบ้างใกล้บ้าง
