ก่อนเริ่มงานเลี้ยง อาหลิงสวมชุดแต่งงานสีแดงสด คลุมศีรษะด้วยผ้าคลุมแดง โดยมีมารดากับโต้วเหนียงประคองคนละข้าง พานางมายังห้องโถงใหญ่เพื่อคำนับขอบคุณแขกเหรื่อทุกคน
นางร่วมรับประทานอาหารไม่ได้ เพียงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง รับฟังคำอวยพรจากญาติมิตร ทั้งขอให้ออกเรือนไปแล้วใช้ชีวิตอย่างราบรื่น กตัญญูต่อพ่อแม่สามี และมีบุตรชายโดยเร็ว
นี่คือครั้งสุดท้ายก่อนเจ้าสาวออกเรือน ที่นางจะได้พบปะกับเหล่าชาวบ้านซึ่งคุ้นเคยในฐานะ “บุตรสาวบ้านเดิม” อย่างเป็นทางการ บรรยากาศอบอวลด้วยความรื่นเริง ทว่าก็แฝงความอาลัยอาวรณ์จางๆ
เฉินซื่อมองบุตรสาวในชุดแต่งกายงดงามแล้วอดสะอื้นเบาๆ ไม่ได้ ป้าหลายคนต่างพากันหลั่งน้ำตาตาม นี่คือธรรมเนียม “ร่ำไห้ส่งเจ้าสาว” การร้องไห้เบาๆ แสดงถึงความอาลัย ทั้งยังเป็นการระบายความรู้สึกจากใจ
แม่สื่อหวังนั่งอยู่ที่โต๊ะหลัก ยิ้มจนหุบไม่ลง เฉินซื่อยกสุราให้นางเป็นพิเศษ ทั้งมอบผ้าฝ้ายหนึ่งพับกับเงินเหรียญทองแดงหนึ่งพวงที่ร้อยด้วยเชือกแดงเป็น “สินน้ำใจแม่สื่อ” เพื่อขอบคุณที่นางเดินทางเหน็ดเหนื่อยช่วยเป็นธุระจับคู่ให้
เพิ่งผ่านงานเลี้ยงขอบคุณไปได้ไม่นาน เสียงแตรซั่วน่าดังครึกครื้นกับเสียงประทัดปะทุสนั่นก็ดังมาจากปากหมู่บ้าน! ขบวนรับเจ้าสาวของบ้านสกุลหลี่มาถึงแล้ว! แม้ขบวนจะไม่ใหญ่โตนัก แต่ก็ครึกครื้นไม่น้อย
เจ้าบ่าวหลี่ซงเหยาสวมชุดเจ้าบ่าวใหม่เอี่ยม ใบหน้าหมดจดงดงาม เจือความประหม่าอยู่หลายส่วน ญาติและมิตรสหายจากบ้านสกุลหลี่อีกเจ็ดแปดคนติดตามมาด้วย หามเกี้ยวเจ้าสาวสี่คนหามที่ประดับแพรแดงเต็มคัน พร้อมบรรเลงดนตรีและเคาะตีมาตลอดทาง
ขบวนมาถึงหน้าประตูเรือนตระกูลฉิน ก็ถูกกลุ่มเด็กหนุ่มและชายหนุ่มที่มีฉินเหอวั่งเป็นหัวหน้าขวางไว้ พลางส่งเสียงหัวเราะหยอกล้อ การ “กั้นประตู” เริ่มขึ้นแล้ว!
“เจ้าบ่าว! หากอยากรับพี่สาวข้าไป ก็ต้องผ่านด่านพวกข้าเสียก่อน!” วันนี้ฉินเหอวั่งตั้งใจสวมเสื้อผ้าสะอาด ยืดอกยืนขวางอยู่ด้านหน้าแล้วกล่าวเสียงดัง “ข้าจะตั้งกลอนคู่บทหนึ่ง หากท่านต่อได้จึงจะเข้ามา! วรรคแรกคือ ‘น้ำอุ่นหลิ่วถัง เป็ดรู้ก่อนใคร’!”
