วันที่ 9 เดือนสิบสองยามปลายฤดูหนาว แสงอรุณเพิ่งเริ่มเผยโฉม เสียงอ่านตำราที่แม้ไม่พร้อมเพรียงกันนัก แต่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาก็ดังก้องขึ้นแล้วภายในศาลบรรพชนตระกูลฉินแห่งหมู่บ้านหลิวถัง
แสงอาทิตย์อบอุ่นของวันเหมันต์ลอดผ่านหน้าต่างศาลบรรพชน ทอดเป็นลำแสงสว่างเจิดจ้าหลายสาย ส่องใบหน้าเด็กเล็กใหญ่หลายสิบคนให้แจ่มชัด
ด้วยการเสนอแนะของฉินฮ่าวหรานและการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังของฉินเต๋อชาง สำนักศึกษาประจำตระกูลที่หยุดชะงักมานานหลายปีก็กลับมาเปิดสอนขึ้นอีกครั้งในโฉมใหม่ ก่อนสิ้นปี ในช่วงว่างเว้นจากงานไร่นา
บัดนี้ผู้ที่ยืนสอนอยู่เบื้องหน้าศาลบรรพชนมิใช่ฉินฮ่าวหรานอีกต่อไป หากเป็นท่านอาสามฉินผู้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก
เขาสวมเสื้อคลุมยาวเก่าคร่ำ เล่านิทานสั่งสอนเหล่าต้นกล้ารุ่นเยาว์ของตระกูลฉิน ส่วนฉินฮ่าวหรานถอยไปเป็นผู้ช่วยสอน นั่งอยู่ด้านข้างคอยช่วยเหลือท่านอาสามฉิน
สภาพความเป็นอยู่ยังคงเรียบง่าย ไม่มีแม้แต่กระดาษ เด็กแต่ละคนมีถาดไม้ที่โรยทรายละเอียดไว้หนึ่งใบ ใช้ไม้แท่งเล็กเหลาแหลมแทนพู่กัน พวกเขาเงยหน้ามองตัวอักษรบนกระดานไม้ที่ท่านอาสามฉินเขียนไว้ ก่อนก้มหน้าลากเส้นทีละขีดบนถาดทราย ตั้งอกตั้งใจฝึกเขียนอักษรที่ใช้กันทั่วไป
ผ่านไปหลายวัน ฉินฮ่าวหรานก็ประหลาดใจที่พบว่า ในหมู่เด็กเหล่านี้ ผู้มีพรสวรรค์ในการเรียนรู้ดีที่สุดกลับเป็นฉินโต้วเหนียง ลูกพี่ลูกน้องหญิงของเขาเอง
นางมักนั่งอยู่แถวหน้าสุด ขณะฟังบรรยาย ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างตั้งใจยิ่ง ไม่ว่าท่านอาสามฉินจะเล่านิทานประวัติศาสตร์เข้าใจง่าย หรือฉินฮ่าวหรานจะแทรกสอนวิชาคำนวณอย่างง่าย นางก็จดจำได้เป็นคนแรก และยังเล่าทวนออกมาได้อย่างชัดเจน
