นับแต่วันที่แปดเป็นต้นมา ชีวิตของฉินฮ่าวหรานก็เข้าสู่ความเป็นระเบียบและสงบเงียบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทุกเช้าเมื่อขอบฟ้าเพิ่งเริ่มสาง ไก่ตัวผู้ในหมู่บ้านขันก้อง เขาก็ลุกขึ้นจากที่นอนแล้ว
ใช้ถ่านไม้ขัดฟันเล็กน้อย จากนั้นบ้วนปากด้วยน้ำบ่อ ล้างหน้าอย่างคร่าว ๆ ขจัดความง่วงงุนที่หลงเหลือ แล้วจึงกินอาหารเช้าที่ป้าสะใภ้เฉินซื่อจัดเตรียมไว้อย่างเงียบ ๆ จนหมด
ต่างจากฉินเหอวั่งที่ใจลอยไปถึงท้องทุ่ง เฝ้าปรารถนาจะวิ่งเล่นกับสหาย ฉินฮ่าวหรานมักอยู่ในกระท่อมหลังเล็กของท่านอาสามฉินเสมอ
ช่วงเช้าเป็นเวลาของท่านอาสาม วิธีสอนของผู้เฒ่ายังคงเป็นแบบดั้งเดิม ทั้งอ่านท่องและเลียนแบบ ตั้งแต่คัมภีร์ร้อยแซ่ไปจนถึงคัมภีร์สามอักษร ต่อด้วยคัมภีร์พันอักษร เขาอ่านหนึ่งประโยค ฉินฮ่าวหรานก็อ่านตามหนึ่งประโยค เสียงกังวานสะท้อนอยู่ในโถงกลางอันเงียบสงบ สิ่งที่แตกต่างคือความทรงจำและความเข้าใจอันน่าทึ่งของฉินฮ่าวหรานเริ่มปรากฏชัดขึ้นทีละน้อย
บ่อยครั้งท่านอาสามเพียงอ่านนำสองสามรอบ เขาก็สามารถท่องตามได้อย่างแม่นยำ กระทั่งเชื่อมโยงไปถึงหลักเหตุผลง่าย ๆ ที่อาจแฝงอยู่เบื้องหลังถ้อยคำได้ บางครั้งคำถามที่เขาถามแม้จะดูไร้เดียงสา ทว่ากลับเข้าถึงแก่นสำคัญได้เสมอ
“มนุษย์แรกเกิด ธาตุแท้ล้วนดี ใจเดิมใกล้เคียงกัน แต่ความเคยชินทำให้ห่างไกล...” เสียงเด็กน้อยใสกังวานของฉินฮ่าวหรานประสานกับเสียงอ่านนำของท่านอาสาม กลายเป็นบทสวดอ่านยามเช้าอันเป็นเอกลักษณ์
บางคราวหลังฉินฮ่าวหรานท่องได้อย่างคล่องแคล่ว ท่านอาสามจะเค้นเสียงสั้น ๆ ออกมาจากลำคอว่า “อืม” นี่นับเป็นคำชมสูงสุดที่เขาจะมอบให้ได้แล้ว
จากนั้น ท่านอาสามก็จะมอบหมายบทท่องจำบทใหม่ หรือเริ่มอธิบายรูปอักษรและความหมายของอักษรสักตัว ยกตำราและเรื่องราวมาอ้างอิง แม้มีเพียงถ้อยคำสั้น ๆ แต่ก็เปิดหน้าต่างบานเล็กให้ฉินฮ่าวหรานได้มองเห็นเสน่ห์ของอักษรจีน
