วันที่ 8 เดือนหนึ่งตามปฏิทินจันทรคติ ฟ้ายังไม่สาง เสียงไก่ขันปลุกหมู่บ้านที่หลับใหลให้ตื่นขึ้น ฉินหย่วนซานตื่นเช้ากว่าทุกวัน เขาเดินวนไปมาอยู่ในลานบ้านหลายรอบแล้ว ทั้งยังมองไปยังห้องเล็กที่ฉินฮ่าวหรานกับฉินเหอวั่งพักอยู่เป็นระยะ
เฉินซื่อเองก็เตรียมอาหารอยู่ในครัวอย่างเงียบ ๆ นางหยิบไข่ไก่หกฟองจากไหดินเผาที่เก็บไว้อย่างระมัดระวัง นี่คือของที่บ้านเหลืออยู่เพียงเท่านี้ นางวางมันลงในตะกร้าไม้ไผ่ แล้วคลุมทับด้วยผ้าพิมพ์ลายสีน้ำเงิน เตรียมนำไปเป็นของขวัญสำหรับเข้าเรียน
ในที่สุดฉินหย่วนซานก็ส่งเสียงเรียกไปทางห้องว่า “ฮ่าวหราน เหอวั่ง ตื่นได้แล้ว!”
ฉินฮ่าวหรานตื่นตั้งนานแล้ว เขากำลังอาศัยแสงสลัวจัดเสื้อผ้าของตน ส่วนฉินเหอวั่งที่อยู่บนเตียงขยี้ตางัวเงียแล้วพึมพำว่า “ฟ้ายังไม่สว่างดีเลย...”
หลังรับประทานอาหารเช้าอย่างง่าย ๆ ฉินหย่วนซานก็ยกตะกร้าไม้ไผ่ที่ใส่ไข่ไก่ขึ้น แล้วกล่าวกับฉินฮ่าวหรานว่า “ไปกันเถิด ไปบ้านท่านอาสามฉิน”
เขาเหลือบมองบุตรชายที่ยังอ้อยอิ่งอยู่ ใจก็พลันไหววูบ บิดาย่อมรู้จักบุตรชายของตนดีที่สุด เหอวั่งเป็นเด็กซุกซน ไม่เหมาะกับการนั่งอ่านหนังสืออย่างสงบ แต่ลึก ๆ แล้วเขาก็ยังแอบหวังอยู่บ้างว่า ลิงทะโมนอย่างบุตรชายคนนี้อาจเกิดความเข้าใจขึ้นมาเมื่ออยู่ต่อหน้าตำราปราชญ์ก็เป็นได้ ต่อให้จำอักษรได้เพียงไม่กี่ตัว วันหน้าก็อาจไม่ต้องเสียเปรียบเพราะอ่านหนังสือไม่ออก
ฉินหย่วนซานกล่าวว่า “เหอวั่ง เจ้าก็ไปด้วย”
พอฉินเหอวั่งได้ยิน ความง่วงก็หายเป็นปลิดทิ้ง ดวงตาเล็ก ๆ พลันเป็นประกาย “จริงหรือ? ข้าก็ไปเรียนหนังสือได้หรือ?” ความเข้าใจของเหอวั่งต่อการเรียนหนังสือยังคงอยู่แค่เรื่องสนุกและแปลกใหม่ เขาคิดว่าคงครึกครื้นเหมือนดูเชิดมังกร
เฉินซื่ออ้าปากคล้ายอยากพูดอะไร ท้ายที่สุดกลับเพียงถอนหายใจ นางช่วยจัดคอเสื้อให้บุตรชายแล้วกำชับว่า “ไปแล้วต้องฟังคำท่านอาสามฉิน ตั้งใจเรียน ห้ามซุกซน เข้าใจหรือไม่?” จากนั้นก็กัดฟันกลับเข้าครัว ล้วงไข่ไก่สี่ฟองสุดท้ายจากก้นไหดินเผาที่ว่างเปล่าไปกว่าครึ่ง นำมารวมให้ครบสิบฟองแล้วใส่ลงในตะกร้าที่ฉินหย่วนซานถืออยู่
