กาลเวลาผันผ่านดุจม้าขาวลอดช่อง เพียงชั่วพริบตา ฉินฮ่าวหรานก็ใช้ชีวิตอยู่ในห้องเล็ก ๆ ที่อบอวลด้วยกลิ่นหมึกของท่านอาสามฉิน จากต้นฤดูใบไม้ผลิที่ยังหนาวเหน็บ จนล่วงเข้าสู่กลางฤดูร้อนเดือนหก ยามไอร้อนเริ่มแผ่ปกคลุม
หลายเดือนมานี้ เขาเปรียบเสมอต้นกล้าที่ได้ฝนชโลมหลังแห้งแล้งมานาน คอยซึมซับสารอาหารแห่งความรู้อย่างกระหาย คัมภีร์สามอักษร คัมภีร์ร้อยแซ่ และคัมภีร์พันอักษร ล้วนท่องกลับหน้าได้คล่องแคล่วแล้ว ทั้งยังรู้จักอักษรส่วนใหญ่ และเขียนบนกระบะทรายได้เป็นรูปเป็นร่าง
ท่านอาสามฉินเริ่มให้เขาอ่านตำราพื้นฐานที่ลึกซึ้งขึ้น กระทั่งบางคราวยังอธิบายถ้อยคำง่าย ๆ ในคัมภีร์หลุนอวี่และคัมภีร์กตัญญูให้ฟัง ความเข้าใจอันล้ำวัยและความมุ่งมั่นสงบนิ่งในการร่ำเรียนของฉินฮ่าวหราน ทำให้ท่านอาสามฉินยิ่งเชื่อมั่นว่า ไม้ผุพังอย่างตนคงได้พบหยกดิบที่ควรค่าแก่การเจียระไนเข้าแล้ว
ชื่อเสียงของฉินฮ่าวหรานในหมู่บ้านหลิวถังยิ่งเลื่องลือ จากคำหยอกเย้าอย่างหวังดีในคราแรก ค่อย ๆ กลายเป็นคำเรียกขานที่แฝงความเคารพอยู่หลายส่วนว่า ‘อาจารย์น้อย’
บ้านใดต้องการเขียนจดหมายสั้น ๆ หรือตรวจดูโฉนดที่ดิน ล้วนมาสอบถามฉินฮ่าวหราน เขาไม่เคยปฏิเสธ ทั้งไม่ถือตัว มักอธิบายอย่างอดทน หากมีอักษรใดที่ไม่รู้จัก ก็ยอมรับตามตรง กลับไปค้นคว้าแล้วจึงนำมาบอก ความอ่อนน้อมและความหนักแน่นนี้ยิ่งทำให้เขาได้รับคำชื่นชม
