วันที่ 10 เดือนอ้าย ฉินฮ่าวหรานกำลังอ่านหนังสืออยู่ในเรือนหลังเล็กของตนที่หมู่บ้านหลิวถัง พลันมีผู้มาเยือน
ผู้มาเยือนคือซุนเฉิงเจ๋อ เถ้าแก่แห่งสำนักหนังสือเหวินหัวจ้าย เขาถือกล่องของขวัญมาด้วย รอยยิ้มเต็มใบหน้า “จวี่เหรินฉิน สวัสดีปีใหม่!”
ฉินฮ่าวหรานเชิญเขาเข้าห้องหนังสือ “เถ้าแก่ซุน เหตุใดจึงมาด้วยตนเอง เชิญนั่งก่อน”
ซุนเฉิงเจ๋อนั่งลง ล้วงห่อผ้าสีน้ำเงินออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้ด้วยสองมือ “นี่คือส่วนแบ่งของปีที่แล้ว ท่านลองตรวจดูเถิด”
ฉินฮ่าวหรานรับมาแก้ห่อ ข้างในมีตั๋วเงินหลายใบกับเศษเงินอีกจำนวนหนึ่ง เขานับคร่าว ๆ ได้ทั้งหมดสามร้อยยี่สิบหกตำลึงกับเจ็ดเฉียน
ซุนเฉิงเจ๋อเอ่ยอย่างกระวนกระวายเล็กน้อย “จวี่เหรินฉิน ส่วนแบ่งคราวนี้...น้อยกว่าก่อนหน้านี้อยู่บ้าง เป็นเพราะบันทึกของท่านตีพิมพ์มาหลายปีแล้ว ผู้ที่ควรซื้อก็ซื้อกันไปหมด กระแสจึงลดลง อีกทั้งปีนี้เกิดภัยพิบัติ บัณฑิตที่ซื้อหนังสือก็น้อยลงด้วย ทว่าท่านวางใจได้ ตราบใดที่ยังมีผู้ซื้อ สำนักหนังสือเหวินหัวจ้ายจะตีพิมพ์ต่อไป ส่วนแบ่งยังคงเป็นเช่นเดิม”
ฉินฮ่าวหรานกล่าวอย่างอ่อนโยน “เถ้าแก่ซุนอย่าได้กังวลไป กลไกตลาดเป็นเช่นนี้ ข้าเข้าใจ บันทึกเล่มนี้ขายได้นานถึงเพียงนี้ก็นับว่าเกินคาดแล้ว ยังต้องขอบคุณเถ้าแก่ที่ทุ่มเทดูแลกิจการ”
ซุนเฉิงเจ๋อถอนหายใจโล่งอก “จวี่เหรินฉินช่างเข้าใจเหตุผล แท้จริงแล้วบันทึกของท่านมีคุณภาพดีเยี่ยม บัณฑิตหลายคนซื้อไปแล้วต่างบอกว่ามีประโยชน์ เพียงแต่...เพียงแต่บัดนี้บันทึกลักษณะเดียวกันมีอยู่ในตลาดมากขึ้น บางเล่มก็เป็นผลงานของผู้ทรงชื่อเสียง การแข่งขันจึงดุเดือด”
ฉินฮ่าวหรานพยักหน้า เรื่องนี้ย่อมเป็นเช่นนั้น
ความสำเร็จย่อมดึงดูดผู้เลียนแบบ ตลาดย่อมอิ่มตัว ซุนเฉิงเจ๋ออยากให้ฉินฮ่าวหรานเขียนบันทึกสำหรับจวี่เหรินเล่มใหม่ แต่ฉินฮ่าวหรานก็ยังปฏิเสธ
