ปีนี้หมู่บ้านหลิ่วถังฉลองปีใหม่กันอย่างเงียบขรึมกว่าทุกปี
ไม่มีการจัดงานเลี้ยงใหญ่โต แม้แต่ประทัดก็จุดน้อยกว่าปีก่อน ๆ มาก
หลังเซ่นไหว้บรรพชนที่ศาลบรรพชน แต่ละครอบครัวรับข้าวสารและเนื้อสัตว์ที่ตระกูลแจกจ่าย แล้วจึงกลับไปพร้อมหน้ากันที่บ้าน
ฉินฮ่าวหรานเป็นคนรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นที่สุดในตระกูลยามนี้ ย่อมต้องแสดงน้ำใจตามธรรมเนียม
เขาเตรียมของขวัญปีใหม่ไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ โสมเหลียวตงหลายรากสำหรับท่านอาฉินเต๋อชาง ห่อด้วยผ้าแพรแดง นอกจากนี้ยังมีอาเจียวชั้นดี 4 กล่อง และตั๋วเงิน 50 ตำลึง
ส่วนท่านอาสามฉินนั้น เขามอบเครื่องเขียนทั้งสี่อย่าง อาเจียว 2 กล่อง และตั๋วเงิน 10 ตำลึง
สำหรับผู้อาวุโสในตระกูลอีกหลายท่าน เขามอบเงินขวัญถุงคนละ 2 ตำลึง
สำหรับท่านลุงใหญ่และท่านป้าสะใภ้ใหญ่ เขามอบเงินขวัญถุงคนละ 5 ตำลึง ส่วนโต้วเหนียงผู้เป็นน้องสาวลูกพี่ลูกน้องกับพี่สะใภ้ เขามอบผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดชั้นดีคนละพับ
ส่วนอาหลิงผู้เป็นพี่สาวลูกพี่ลูกน้องที่ออกเรือนไปแล้ว เขาก็มอบผ้าหนึ่งพับให้เช่นกัน หลานชายได้รับเงินขวัญถุง 2 ตำลึง
สำหรับญาติร่วมตระกูลทั่วไป แต่ละครอบครัวจะได้รับเงินเหรียญทองแดง 100 อีแปะ ห่อด้วยกระดาษแดง แล้วให้ฉินเหอวั่งติดตามไปมอบให้ทีละบ้าน
ท่านอาฉินนั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือในห้องโถง รอให้ลูกหลานรุ่นหลังมาคารวะปีใหม่ ครั้นเห็นฉินฮ่าวหรานเข้ามา ก็ยิ้มพลางกวักมือเรียก “ฮ่าวเอ๋อร์มาแล้ว”
ฉินฮ่าวหรานประสานมือคำนับ ก่อนยื่นของขวัญปีใหม่ให้ “เป็นน้ำใจเล็กน้อย ขอท่านอาดูแลสุขภาพให้แข็งแรง”
ฉินเต๋อชางรับไป แกะผ้าแพรแดงออก ครั้นเห็นโสมกับอาเจียวก็ทอดถอนใจ “หากบิดาเจ้ายังอยู่ ได้เห็นเจ้ามีอนาคตเช่นนี้ ไม่รู้จะยินดีเพียงใด ล้วนเป็นความผิดของข้าในปีนั้น...”
ฉินฮ่าวหรานปลอบประโลมท่านอาอยู่หลายคำ ก่อนออกจากบ้านท่านอาแล้วจึงไปเยี่ยมผู้อาวุโสในตระกูลอีกหลายบ้าน
ผู้เฒ่าเหล่านี้ล้วนเห็นฉินฮ่าวหรานเติบโตมา ครั้นเห็นเขารู้จักกาลเทศะถึงเพียงนี้ในยามนี้ ต่างก็เอ่ยชมไม่ขาดปาก
