รถม้าหยุดลงหน้าสำนักศึกษาฉงเหวิน ทว่าฉินเหอวั่งกลับดื้อดึงไม่ยอมเข้าไป ยืนบิดตัวไปมาแล้วเอ่ยว่า “ฮ่าวหราน พวกเจ้าเข้าไปเถิด ข้าจะเฝ้ารถ...ข้า...เมื่อก่อนข้าเคยก่อเรื่องชกต่อยกับคนในสำนักศึกษา จนถูกท่านอาจารย์หลี่ไล่ออกมา...ไม่มีหน้ากล้าเข้าไป...”
ฉินหย่วนซานได้ยินแล้วก็ถลึงตามองบุตรชายอีกครั้ง
ฉินฮ่าวหรานเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าคล้ายจะมีเรื่องเช่นนั้นจริง เขาส่ายหน้าอย่างขบขัน
“เป็นเรื่องเก่าไปนานแล้ว อาจารย์อาจจำไม่ได้ก็ได้ แต่ในเมื่อเจ้าไม่อยากเข้าไป ก็รออยู่ข้างนอกสักพักเถิด”
ฉินเหอวั่งราวกับได้รับอภัยโทษ รีบพยักหน้าหงึก ๆ
ฉินฮ่าวหรานกับฉินหย่วนซานจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย หิ้วของกำนัลที่เตรียมไว้ เคาะห่วงประตูสำนักศึกษา แล้วก้าวเข้าไปด้านใน
หลังคารวะท่านอาจารย์หลี่ ทั้งศิษย์และอาจารย์ก็สนทนารำลึกความหลังกันอีกพักใหญ่
เมื่อเห็นศิษย์เก่าของตนบัดนี้ได้เป็นถึงเจี้ยหยวน ท่านอาจารย์หลี่ก็ทอดถอนใจด้วยความรู้สึกหลากหลาย เอ่ยอยู่ไม่ขาดปากว่า “ศิษย์ย่อมก้าวล้ำอาจารย์” และ “ชราภาพแล้วได้เห็นเช่นนี้ นับว่าปลื้มปีติยิ่งนัก”
ฉินฮ่าวหรานวางตัวนอบน้อมอย่างยิ่ง ประพฤติตนเยี่ยงศิษย์ด้วยความเคารพ เขายกความสำเร็จในการสอบได้จวี่เหรินให้เป็นเพราะอาจารย์อบรมสั่งสอนตั้งแต่เริ่มเรียน ทั้งยังสอบถามถึงสุขภาพและความเป็นอยู่ของอาจารย์อย่างละเอียด
ท่านอาจารย์หลี่ตอบรับคำเชิญที่ส่งให้ด้วยความยินดี ลูบเคราพลางยิ้มกล่าวว่า “แม้ข้าจะชราภาพแล้ว แต่ย่อมต้องไปร่วมแสดงความยินดีในงานมงคลครั้งนี้!”
ออกจากสำนักศึกษาแล้ว ทั้งสามก็มุ่งหน้าต่อไปยังตัวอำเภอ ขั้นตอนการส่งเทียบเชิญให้ผู้ว่าการอำเภอ ผู้ช่วยผู้ว่าการอำเภอ และเจ้าหน้าที่เสมียนนั้นราบรื่นกว่าที่คาดไว้
