เขียนจดหมายเสร็จแล้วก็ปิดผนึก ให้ฉินเหอวั่งนำไปส่งที่สำนักคุ้มภัย
ตำแหน่งเด็กติดตามคอยอ่านตำราแท้จริงแล้วเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อความสะดวกในการดำเนินการ
เนื้อแท้คือเปิดทางให้หลี่ซงเหยามีสถานะอันสมเหตุสมผลในการพำนักอยู่ในสำนักศึกษา และอาศัยทรัพยากรที่นี่ศึกษาเล่าเรียนด้วยตนเองเพื่อพัฒนาความรู้
เรื่องนี้ต้องให้ฉินฮ่าวหรานช่วยสร้างไมตรีและฝากฝัง ย่อมดึงดูดความสนใจและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาบ้าง
ทว่านี่เป็นวิธีที่ทำได้จริงที่สุดเท่าที่คิดออกในยามนี้
ปลายเดือนแปด จดหมายตอบจากท่านอาจารย์หลี่ก็มาถึง ในจดหมายเต็มไปด้วยถ้อยคำขอบคุณ ทั้งยังแจ้งว่าหลี่ซงเหยาจะออกเดินทางในต้นเดือนเก้า
วันที่หกเดือนเก้า ฉินเหอวั่งไปคอยที่ท่าเรือแต่เช้าตรู่
พี่เขยผู้นี้ ฉินเหอวั่งพบหน้าไม่บ่อยนัก มักได้พบกันเพียงบางครั้งในเทศกาลสำคัญ
แต่สายสัมพันธ์ทางสายเลือดอยู่ตรงนั้น ฉินเหอวั่งจึงใส่ใจเป็นพิเศษ
ยามบ่าย เรือโดยสารลำหนึ่งจากทางเหมี่ยนหยางเข้าเทียบท่า
ในบรรดาผู้โดยสาร มีชายหนุ่มคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินที่เก่าคร่ำอยู่บ้าง สะพายหีบหนังสือกับห่อสัมภาระ กำลังมองไปรอบด้านอย่างงุนงง
หลี่ซงเหยาอายุยี่สิบกว่า รูปร่างค่อนข้างผอมบาง คิ้วตาคล้ายท่านอาจารย์หลี่อยู่หลายส่วน ทว่าขาดความสุขุมหนักแน่นไปบ้าง และดูอ่อนแอแบบบัณฑิตมากกว่า
ฉินเหอวั่งสายตาว่องไว โบกมือพลางตะโกนเรียก “พี่เขย! ทางนี้!”
หลี่ซงเหยาได้ยินเสียงก็หันมอง เมื่อเห็นฉินเหอวั่ง ใบหน้าพลันเผยรอยยิ้มโล่งใจ เขารีบเบียดฝูงชนเดินเข้ามา
“เหอวั่ง! ลำบากเจ้าแล้ว!” น้ำเสียงของหลี่ซงเหยาแผ่วเบา แฝงความอ่อนโยนอันเป็นลักษณะของผู้ร่ำเรียน
ฉินเหอวั่งรับห่อสัมภาระจากมือเขาแล้วถาม “คนกันเองจะเกรงใจไปไย! ระหว่างทางราบรื่นดีหรือไม่? ไปเถิด ข้าจะพาเจ้ากลับสำนักศึกษาไปจัดที่พักก่อน ฮ่าวหรานกำลังรอเจ้าอยู่”
ระหว่างทางกลับสำนักศึกษา ฉินเหอวั่งกระตือรือร้นแนะนำทิวทัศน์สองข้างทางให้พี่เขยฟัง
