สังเกตเห็นว่าเหอซีถิงกำสมุดเล่มเล็กไว้ในมือ บนนั้นจดเส้นทาง สถานีพักม้า ท่าเรือข้ามฟาก และค่าใช้จ่ายโดยประมาณไว้อย่างละเอียดแน่นขนัด
ฉินฮ่าวหรานเอ่ยถามว่า “พี่เหอ เชิญนั่ง การเดินทางขึ้นเหนือยาวไกลนัก ไม่ทราบว่าพวกท่านทั้งสองวางแผนไว้อย่างไร?”
เหอซีถิงกางสมุดออก ชี้ไปยังเส้นทางที่วาดไว้ “พวกเราคำนวณดูแล้ว หากเดินทางทางบกย่อมสิ้นเปลือง ทั้งยังเชื่องช้า
จึงตัดสินใจลงเรือล่องแม่น้ำไปฮั่นโข่วก่อน แล้วเปลี่ยนเรือเดินทางขึ้นเหนือตามลำน้ำฮั่นไปถึงเซียงหยาง จากนั้นเดินทางตามถนนหลวงผ่านหนานหยาง สวี่ชาง ไคเฟิง แล้วข้ามแม่น้ำเหลือง ก่อนจะเดินทางทางบกเข้าสู่เมืองหลวง วิธีนี้ผสานเส้นทางน้ำกับทางบกเข้าด้วยกัน ช่วยประหยัดค่าเดินทางได้บ้าง คาดว่าต้องใช้เวลากว่าสามเดือน ก่อนเดือนสิบสองน่าจะไปถึงเมืองหลวง”
ฉินฮ่าวหรานมองแผนที่เส้นทางอันเรียบง่ายอย่างพินิจ ฟังเหอซีถิงวางแผนอย่างรอบคอบแล้วก็ทอดถอนใจ ตรงท้ายสุดเขียนคาดการณ์ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสอบไว้ว่าแปดสิบกว่าตำลึง...
นี่ต่างหากคือเส้นทางไปสอบของบัณฑิตยากจนส่วนใหญ่ ไม่มีบ่าวรับใช้ ไม่มีการท่องเที่ยว มีเพียงความกังวลต่อหนทางข้างหน้า กับความมุ่งมั่นแน่วแน่ประหนึ่งเผาหม้อทุบเรือ
ทุกอีแปะต้องคิดคำนวณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกช่วงระยะทางในแต่ละวันล้วนต้องวางแผนอย่างรอบคอบ
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “พี่เหอเลือกเส้นทางนี้ได้เหมาะสมยิ่ง ช่วงจากแม่น้ำฮั่นถึงเซียงหยาง สายน้ำยังค่อนข้างสงบ เพียงแต่หลังเข้าสู่เหอหนาน การเดินทางทางบกย่อมลำบาก ต้องระวังความปลอดภัย พยายามเดินทางเป็นกลุ่ม อย่าเห็นแก่การเร่งเดินทางในยามค่ำคืน”
เขาลุกขึ้น เปิดลิ้นชักโต๊ะหนังสือ หยิบห่อผ้าสีน้ำเงินที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา แล้วเลื่อนไปตรงหน้าเหอซีถิง
“พี่ฉิน นี่คือ...” เหอซีถิงชะงักงัน
ฉินฮ่าวหรานกล่าวอย่างจริงใจว่า “เป็นน้ำใจเล็กน้อย ถือเสียว่าเป็นเงินช่วยเหลือระหว่างเดินทาง พี่เหออย่าได้ปฏิเสธเลย พวกเราเป็นเพื่อนร่วมสำนักศึกษา เคยได้รับคำสั่งสอนจากสำนักศึกษาด้วยกัน
