ฉินหย่วนซานกลับถึงบ้าน จงใจให้เด็ก ๆ ออกไปเล่นกันจนหมด แล้วจึงลดเสียงลงกล่าวกับเฉินซื่อผู้เป็นภรรยา “แม่ของเด็ก ๆ วันนี้ที่บ้านท่านอาเต๋อชาง เขาแอบพูดเรื่องหนึ่งกับข้า”
เฉินซื่อกำลังก้มหน้าปะชุนเสื้อผ้า พลางถามว่า “ท่านอาเต๋อชางพูดเรื่องใดหรือ เป็นเรื่องที่นาจำนวนหลายหมู่ของตระกูลในปีหน้าหรือไม่” สิ่งแรกที่นางนึกถึงย่อมเป็นเรื่องปากท้องซึ่งสำคัญที่สุด
ฉินหย่วนซานส่ายหน้า น้ำเสียงทุ้มต่ำลงอีก “ไม่ใช่ เป็นเรื่องของฮ่าวหราน”
มือของเฉินซื่อชะงักเล็กน้อย นางมีใจผูกพันกับหลานชายผู้สูญเสียบิดาและมารดาแต่งงานใหม่จริง ทว่าในฐานะมารดา สัญชาตญาณย่อมทำให้นางคิดถึงบุตรแท้ ๆ ของตนก่อน นางมิได้เอ่ยสิ่งใด เพียงรอฟังสามีพูดต่อ
ฉินหย่วนซานกล่าวต่อว่า “ความเห็นของท่านอาเต๋อชางคือ เห็นว่าฮ่าวหรานเป็นเด็กสุขุม ไม่กระสับกระส่ายเหมือนเด็กทั่วไป บางทีอาจเหมาะกับการเล่าเรียน อยากให้ฮ่าวหรานไปเรียนกับท่านอาสามฉิน ซึ่งเคยเรียนสำนักศึกษาเอกชนในหมู่บ้านอยู่หลายปีและอ่านออกเขียนได้บ้าง ให้ลองเริ่มต้นเรียนรู้และจดจำอักษรสักหน่อยก่อน
หากเห็นว่าเป็นต้นกล้าที่เรียนหนังสือได้จริง ครั้นถึงการประชุมใหญ่ของตระกูลภายหน้า หัวหน้าหมู่บ้านก็จะเสนอให้ใช้เงินและเสบียงจากนาสาธารณะของตระกูล ส่งฮ่าวหรานไปเรียนที่สำนักศึกษาในเมืองอย่างเป็นกิจจะลักษณะ”
เฉินซื่อนิ่งฟัง มิได้คัดค้านในทันที และมิได้แสดงท่าทีเห็นด้วย
ฉินหย่วนซานรู้ถึงความกังวลของภรรยา จึงถอนหายใจ สายตามองไปยังหิมะที่ปกคลุมท้องทุ่งไกลออกไป คล้ายมองทะลุหิมะเห็นต้นกล้าฤดูใบไม้ผลิที่กำลังผลิบานในปีหน้า “ท่านอาเต๋อชางบอกว่า การเรียนหนังสือเป็นเรื่องยากลำบาก ทั้งยังเป็นเรื่องใหญ่ แต่หากเล่าเรียนจนมีความสำเร็จ สอบได้ตำแหน่งซิ่วไฉกลับมา ทุกอย่างก็ย่อมแตกต่าง
