ฉินฮ่าวหรานกล่าวว่า “ฝ่าบาททรงวุ่นวายกับราชกิจนานัปการ ทรงตรากตรำเพื่อแผ่นดิน ย่อมสิ้นเปลืองกำลังพระวรกายอยู่แล้ว หากยังทรงเสด็จไปประทับในตำหนักฝ่ายในบ่อยครั้ง ย่อมเป็นการซ้ำเติม กระหม่อมบังอาจทูลขอให้ฝ่าบาททรงไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิเทียนเฟิ่งทอดพระเนตรฉินฮ่าวหราน แล้วพลันแย้มพระสรวล
“ท่านอาจารย์ฉินพูดจาตรงไปตรงมายิ่ง ไม่กลัวเราจะลงโทษหรือ?”
ฉินฮ่าวหรานประสานมือค้อมกาย “กระหม่อมเพียงกล่าวตามความจริง หากฝ่าบาททรงลงโทษ กระหม่อมก็ยินดีรับโทษพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิเทียนเฟิ่งโบกพระหัตถ์พลางแย้มพระสรวล “เราไม่ถือโทษ เจ้ามีเหตุผล ฟังแล้วเราก็เห็นด้วย”
พระองค์ทรงหยุดเล็กน้อย ก่อนตรัสต่อ “เมื่อครู่เจ้ากล่าวว่า ‘วิถีสวรรค์ตระหนี่ ผู้ครองแคว้นจึงควรรู้จักถนอมกำลัง’ วาจานี้เป็นของหมอปราชญ์ท่านใด?”
ฉินฮ่าวหรานทูลว่า “ทูลฝ่าบาท เป็นหมอปราชญ์ผู้หนึ่งที่กระหม่อมรู้จัก สืบเชื้อสายจากตระกูลหวังแห่งฉีเหมินในเจียงหนาน มีนามว่าผู่ ชื่อรองจื่อโฮ่ว ผู้คนเรียกขานท่านว่า ‘ท่านผู่ไจ’ เดิมทีท่านเป็นซิ่วไฉ ในวัยเยาว์เคยร่ำเรียนตำราสอบขุนนาง ต่อมาละทิ้งทางปราชญ์ หันมาศึกษาการแพทย์ สืบทอดวิชาจากท่านซือซาน หวังจี แห่งสำนักแพทย์ซินอัน มีความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ยิ่งพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิเทียนเฟิ่งพยักพระพักตร์ คล้ายกำลังครุ่นคิด
เมื่อเห็นว่าจักรพรรดิทรงสนพระทัย ฉินฮ่าวหรานจึงทูลเสนออย่างกล้าๆ กลัวๆ อีกครั้ง “ฝ่าบาท กระหม่อมยังมีแผนการหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อรากฐานของแผ่นดินพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิเทียนเฟิ่งตรัสว่า “ว่ามา”
ฉินฮ่าวหรานทูลว่า “กระหม่อมเคยได้ยินว่า ในกองทัพมีทหารจำนวนไม่น้อยที่อายุเกินสามสิบปี กระทั่งถึงสี่สิบแล้วยังมิได้แต่งงาน สาเหตุนั้นมิใช่เพราะไม่ปรารถนาครอบครัว หากแต่มีความจำเป็นที่มิอาจหลีกเลี่ยงพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิเทียนเฟิ่งขมวดพระขนงเล็กน้อย “เพราะเหตุใด?”
