หญิงเลี้ยงไหมเห็นฉินฮ่าวหรานวางท่าถ่อมตน ไม่ได้ถืออำนาจขุนนาง จึงคลายความประหม่าแล้วกล่าวอย่างละเอียดว่า
“หนอนไหมเป็นสัตว์บอบบางที่สุด กลัวหนาวและกลัวร้อน ทั้งกลัวแห้งและไม่ชอบชื้น ใบหม่อนต้องสดสะอาด ห้ามมีหยดน้ำค้างหรือรอยแมลงกัดกิน ห้องเลี้ยงไหมต้องใช้น้ำปูนขาวฉีดพรมฆ่าเชื้อทั่วทุกวัน มิฉะนั้นหากเกิดโรคระบาดขึ้นมา หนอนไหมทั้งห้องก็จะตายหมด สิ้นปีครอบครัวก็หมดหนทางทำมาหากิน”
ฉินฮ่าวหรานทอดถอนใจ “ใช้ปูนขาวฆ่าเชื้อ ควบคุมอุณหภูมิและความชื้น นับเป็นวิธีป้องกันโรคระบาดที่ล้ำเลิศยิ่ง”
หญิงเลี้ยงไหมยิ้ม “ล้วนเป็นกฎเกณฑ์ที่บรรพบุรุษแลกมาด้วยเลือดและน้ำตา”
จากนั้นเขาไปเยี่ยมชาวไร่ชา เพื่อเสาะหาความลับในการทำชา
ชาวไร่ชาเฒ่าพลิกใบชาในกระทะเหล็กร้อนระอุอย่างคล่องแคล่ว เสียงใบชาดังฉ่า กลิ่นหอมของชาฟุ้งกระจายไปทั่ว
ฉินฮ่าวหรานมองอย่างตั้งใจ ก่อนก้าวเข้าไปถามว่า “ท่านผู้เฒ่า เคล็ดลับการคั่วชาอยู่ที่ใดหรือ”
“อยู่ที่การควบคุมไฟทั้งสองคำ ไฟแรงไปก็ไหม้ ไฟอ่อนไปก็ยังเขียว ต้องควบคุมให้เหมาะสม กลิ่นหอมของชาจึงจะถูกขับออกมาได้หมด”
ข่าวค่อย ๆ แพร่ไป ชาวบ้านต่างรู้ว่าขุนนางฉินผู้นี้ไม่วางอำนาจ ทั้งยังตั้งใจขอคำชี้แนะเรื่องการเพาะปลูก หากผู้ใดมีความชำนาญอยู่บ้างก็ถ่ายทอดให้โดยไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเมล็ดพันธุ์ การป้องกันโรค การปรับปรุงดิน หรือการซ่อมคูคลอง ล้วนเล่าอย่างละเอียดชัดเจน
ฉินฮ่าวหรานไม่เคยรับคำสอนของผู้ใดมาเปล่า ๆ ทุกครั้งที่ไปเยือนบ้านหนึ่ง เขาจะมอบเงินสิบตำลึงเป็นของตอบแทน
ระหว่างการเสาะหา เขายังนำวิธีเพาะปลูกในยุคหลังที่ตนรู้มา ค่อย ๆ ถ่ายทอดกลับคืนสู่ชาวบ้าน
