หวังเยี่ยนซูกับคนอื่น ๆ ต่างมีแววคาดหวังในดวงตา พวกเขาเองก็ใคร่รู้ว่าฉินฮ่าวหรานมีความรู้ความสามารถด้านบทกวีและงานประพันธ์เพียงใด
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉินฮ่าวหรานมิได้ตื่นตระหนกหรือกระอักกระอ่วนเหมือนเด็กหนุ่มทั่วไปที่ถูกเอ่ยชื่อ เขาวางถ้วยชากระเบื้องขาวในมือลงอย่างสงบ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจริงใจเจือความรู้สึกผิดอยู่เล็กน้อย คล้ายคาดการณ์คำถามนี้ไว้แต่แรก
เขาลุกขึ้นยืน ประสานมือคำนับเจียงจวินอวี๋ก่อน จากนั้นจึงคำนับทุกคนที่นั่งอยู่โดยรอบ กิริยาสงบนิ่ง น้ำเสียงราบเรียบจริงใจ ไร้ท่าทีเสแสร้งหรือถ่อมตนจนเกินควร
“พี่เจียงเมตตาเหลือเกิน เหล่าสหายร่วมสำนักก็ยกย่องข้า ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก เพียงแต่...ข้าเป็นบุตรชาวนา มีชาติกำเนิดยากจน
ผู้เฒ่าผู้แก่ในตระกูลล้วนเป็นชาวไร่ชาวนา พวกเขาประหยัดอดออมและตรากตรำทำไร่นา จึงพอเก็บเงินได้เล็กน้อยส่งข้าเข้าเรียนในสำนัก เงินทุกอีแปะสำหรับข้าจึงได้มาอย่างยากลำบาก ไม่กล้าฟุ่มเฟือยแม้แต่น้อย
เมื่อแรกเข้าสำนักศึกษาประจำเมือง โชคดีที่อาจารย์หลิว อาจารย์ผู้สอนหวัง และอาจารย์ทั้งหลายไม่รังเกียจ เห็นว่าคนเขลาอย่างข้ายังพออบรมสั่งสอนได้ อีกทั้งข้ามีข้อคิดจากการอ่านตำราอยู่บ้าง สำนักพิมพ์จึงเมตตาให้เรียบเรียงบันทึกคัมภีร์สี่เล่ม จึงได้รับค่าตอบแทนเล็กน้อยมาช่วยค่าเล่าเรียน
ทว่ารายรับเพียงเท่านี้ยังไม่พอกับค่าใช้จ่ายในการศึกษา จะกล้าใช้จ่ายตามใจและเสพสุขได้อย่างไร ยิ่งไม่กล้าหลงระเริงหรือหย่อนยานเพราะเหตุนี้ ทำได้เพียงขยันหมั่นเพียรยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้ผิดหวังต่อความคาดหวังของทุกคน”
“ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ข้าศึกษาในวันปกติจึงเน้นหลักคัมภีร์และบทความเชิงนโยบาย เป้าหมายก็เพียงร่ำเรียนวิชาความรู้ให้สำเร็จ แล้วนำไปถวายรับใช้ราชสำนัก เพื่อหาหนทางก้าวหน้าในการสอบคัดเลือกขุนนาง หวังเปลี่ยนชะตาของตนเองและตระกูล วันหน้าหากทำได้ ก็อยากช่วยเหลือบ้านเกิดสักเล็กน้อย นี่เป็นทั้งสิ่งที่ความเป็นจริงบีบบังคับ และเป็นความปรารถนาในใจข้า”
