เบื้องหน้า ณ จุดที่กระแสน้ำเชี่ยวกราก ปรากฏกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง พวกเขาส่วนใหญ่เปลือยท่อนบน ผิวกายอาบแดดและลมแม่น้ำจนเป็นสีทองแดงคล้ำ มันวาวดำขลับจนเห็นซี่โครงชัดเจน
เชือกลากเรือจากตอกไม้ไผ่เส้นหนายาวพาดจากหัวเรือ รัดอยู่บนบ่าของพวกเขา
พวกเขาก้มตัวแทบหมอบ ศีรษะก้มต่ำ นิ้วเท้าจิกลงในโคลนเลนหรือซอกหินอย่างสุดแรง ขณะขับขานเสียงลากเรือทุ้มต่ำเป็นจังหวะ พวกเขาค่อย ๆ ขยับไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างยากลำบาก
“ฮึบ—ยก—ฮึบยก—”
“ระวัง—ใต้เท้า—หินแหลม—”
“ออกแรงอีกหน่อย—ข้ามแก่งไป—”
เสียงขับขานนั้นมิใช่ท่วงทำนองแห่งบทกวี หากเป็นเสียงร้องแห่งการดำรงชีพ ทุกเสียงมาพร้อมกับการดิ้นรนสุดกำลัง เชือกที่ฝังลึกเข้าไปในเนื้อหนังประหนึ่งกำลังจะฉุดกระชากชีวิตของพวกเขาออกไปด้วย
เรือโดยสารแล่นทวนน้ำไปภายใต้แรงลากของพวกเขา บรรดาบัณฑิตบนเรือที่ก่อนหน้านี้ยังชื่นชมทิวทัศน์สองฝั่งและสนทนาเรื่องบทกวีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ต่างเงียบงันลงในยามนี้ ต่างมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ
แรงสะเทือนใจจากภาพที่เห็นนั้นแตกต่างจากแรงกระทบทางจิตใจที่ซิ่วไฉคลุ้มคลั่งหน้าสนามสอบหลวงก่อขึ้น สิ่งที่อยู่ตรงหน้าสร้างความสะเทือนใจในอีกแบบหนึ่ง ทั้งทางสายตาและจิตใจ
ภาพในภาพวาดซึ่งบัดนี้ปรากฏมีชีวิตอยู่เบื้องหน้า สร้างแรงกระแทกใจยิ่งกว่าผลงานศิลปะใด ๆ
“เฮ้อ ชีวิตราษฎรช่างยากเข็ญ” โจวจื่อโม่ที่ยืนอยู่ข้างกายทอดถอนใจเสียงแผ่ว กล่าวแทนความในใจของทุกคน
อาจารย์ผู้สอนหวังยืนอยู่หัวเรือ สายตากวาดผ่านเหล่าคนลากเรือ ก่อนหันกลับไปมองบัณฑิตที่เงียบงัน ทว่าไม่ได้กล่าวสิ่งใด
ตลอดทางไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจา การเดินทางเป็นไปอย่างเชื่องช้า สามวันให้หลัง ในที่สุดเรือโดยสารก็ค่อย ๆ เทียบท่าที่ท่าเรือเมืองเหมียนหยาง เมื่อได้เหยียบย่างลงบนผืนดินที่คุ้นเคย ทุกคนต่างรู้สึกอบอุ่นใจประหนึ่งได้กลับบ้าน
