เมื่อกลับถึงหมู่บ้านหลิวถัง ก็ใกล้ย่ำค่ำแล้ว ฉินเหอวั่งกระโดดลงจากรถอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะวิ่งไปคุยอวดกับสหาย ฉินหย่วนซานส่ายหน้า พาฉินฮ่าวหรานไปทักทายหัวหน้าหมู่บ้านเสร็จแล้วจึงกลับบ้าน
ส่วนฉินเต๋อชางให้บุตรชายเรียกผู้อาวุโสในตระกูลผู้ทรงคุณธรรมและบารมีหลายคนมาประชุมกันโดยพลัน ณ ห้องปรึกษาหารือข้างศาลบรรพชน
ภายในห้องมีเตาถ่านลุกโชน ช่วยขจัดความหนาวเหน็บของเดือนสิบสอง ทว่าบรรยากาศกลับค่อนข้างเคร่งขรึม
ฉินเต๋อชางหยิบสมุดบัญชีออกมา เปิดไปยังหน้าที่บันทึกรายจ่ายของกองกลาง แล้วชี้ตัวเลขด้วยนิ้ว เริ่มแจกแจงบัญชีด้วยน้ำเสียงสุขุม
“ผู้อาวุโสทุกท่าน ที่เชิญมาวันนี้ก็เพื่อหารือค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนของฮ่าวหรานตลอดปีที่ผ่านมา รวมถึงเรื่องของปีหน้า”
เขาหยุดครู่หนึ่ง กวาดตามองรอบห้อง เมื่อเห็นทุกคนตั้งใจฟัง จึงกล่าวต่อ “ตลอดปีนี้ ฮ่าวหรานศึกษาอยู่ที่สำนักศึกษาเอกชนฉงเหวินในเมืองชิงสุ่ย ค่าเล่าเรียนรายปีเป็นจำนวนคงที่ คือเงินทองแดงสองพวง นี่เป็นรายจ่ายก้อนใหญ่”
เขาพลิกไปอีกหน้าแล้วชี้บันทึกรายรับรายจ่าย “ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด และค่าที่พักในสำนักศึกษาแต่ละเดือนอยู่ที่ราวห้าร้อยอีแปะ รวมทั้งปีก็เป็นเงินหกพวง ยังมีตำราเรียนขั้นพื้นฐานที่ซื้อให้ก่อนหน้านี้เป็นครั้งคราว ตลอดจนกระดาษ พู่กัน หมึก และของใช้ฝึกเขียนอักษรและบทความในวันปกติ เมื่อนับรวมกันแล้ว บัญชีกองกลางจ่ายให้เขาไปเกือบสองพวงกับอีกแปดร้อยอีแปะ”
“ตลอดปีนี้ เงินที่ใช้ไปกับการเล่าเรียนของฮ่าวหรานก็เกือบเก้าพวงแล้ว” สำหรับตระกูลที่พึ่งพาผลผลิตจากที่นาเป็นหลัก นี่หาใช่เงินจำนวนน้อยไม่ ต้องนำผลประโยชน์ส่วนหนึ่งจากที่นาของตระกูลและเงินสะสมส่วนรวมออกมาใช้
เหล่าผู้อาวุโสรับฟังด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ภายในห้องเหลือเพียงเสียงถ่านปะทุเปรี๊ยะเป็นครั้งคราว กับเสียงพูดสุขุมของฉินเต๋อชาง
