เฉินซื่อโมโหจนขอบตาแดงก่ำ น้ำตาเอ่อคลออยู่ในเบ้า เสียงเจือสะอื้น “ข้าเห็นแก่เงินตรงไหนกัน? ข้าตื่นแต่เช้ามืด นอนดึก กินอยู่อย่างประหยัด ทั้งหมดก็เพื่อใครเล่า? หา? ข้าแต่งให้ท่านมาหลายปี เคยมีวันไหนได้อยู่อย่างสบายใจบ้าง?
ทุกวันต้องคอยคำนวณว่าข้าวในถังจะพอถึงมื้อหน้าหรือไม่ เกลือในไหจะกินได้อีกกี่วัน! ท่านคิดว่าข้าไม่อยากใจกว้าง ไม่อยากรักษาหน้าหรือ? แต่รักษาหน้าแล้วกินแทนข้าวได้หรือ? พวกบุรุษอย่างพวกท่านรู้จักแต่พูดถึงหน้าตาและคุณธรรม แล้วสตรีอย่างพวกเราเล่า? พวกเราต้องเฝ้าเตาไฟนี้ ไม่ปล่อยให้คนทั้งบ้านอดอยาก! หากไม่รู้จักคิดเล็กคิดน้อย บ้านนี้คงพังพินาศไปนานแล้ว!”
ยิ่งพูดก็ยิ่งน้อยเนื้อต่ำใจ นางยกมือปิดหน้าแล้วสะอื้นเบา ๆ “ท่านเอาแต่คิดถึงหลานชาย คิดถึงหน้าตาของท่าน แล้วเหตุใดไม่คิดถึงเหอวั่งกับอาหลิงของเราบ้าง? พวกเขาไม่ใช่ลูกของท่านหรือไร?
พวกเขาไม่ต้องมีอนาคตหรือ? ฮ่าวหรานน่าสงสาร เราเลี้ยงดูเขา จัดหาเสื้อผ้าอาหารให้เขา ไม่เห็นมีใครคัดค้าน! ข้าแบ่งข้าวครึ่งหนึ่งไปขาย แลกเป็นเงินเก็บไว้ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็เป็นเสบียง ย่อมกินลงท้องฮ่าวหรานทั้งนั้น เหตุใดจึงไม่ได้? เหตุใดข้าถึงกลายเป็นคนเลวไปได้? จำเป็นต้องใช้ข้าวของบ้านเราเองทั้งหมดหรือ? ข้าก็มีลูก พวกเขาต้องเติบโต ต้องใช้เงิน...”
ฉินฮ่าวหรานนั่งยองอยู่ในเงามืดหลังม่านประตูห้องด้านใน ได้ยินทุกถ้อยคำโต้เถียงระหว่างท่านลุงใหญ่กับท่านป้าสะใภ้ใหญ่ชัดเจน
ฉินฮ่าวหรานเข้าใจความยืนหยัดของท่านลุงใหญ่ นั่นคือสัตย์ซื่ออย่างเรียบง่ายที่สุดของชาวนา เป็นคำมั่นที่ให้ไว้แก่บิดาผู้ล่วงลับของเขาและกฎตระกูล
