ฉินหย่วนซานนั่งถือแส้อยู่บนที่นั่งด้านหน้ารถด้วยตนเอง ส่วนฉินเต๋อชางนั่งอยู่ข้างกายเขา ฉินเถี่ยจู้กับฉินสือสั่วเดินตามรถอยู่คนละด้าน คอยดูแลความเรียบร้อยอยู่ตลอด
“ย่ะ!” ฉินหย่วนซานกระตุกบังเหียนเบา ๆ วัวแก่ก้าวเดินอย่างมั่นคง ล้อรถค่อย ๆ เคลื่อนออกจากหมู่บ้านตระกูลฉินที่หลับใหล
ช่วงแรก ความรู้สึกแปลกใหม่จากการนั่งรถเทียมวัวทำให้ฉินเหอวั่งตื่นเต้นยิ่งนัก เขาหันมองซ้ายขวา แม้ภายนอกจะมืดสนิท มีเพียงโคมที่แขวนอยู่ด้านหน้ารถส่องแสงสลัว ๆ ให้เห็นถนนเบื้องหน้าเพียงช่วงสั้น ๆ
ทว่าไม่นาน ความทรมานจากรถเทียมวัวที่โคลงเคลงก็ค่อย ๆ ปรากฏ ถนนขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ รถเทียมวัวเก่าแก่ก็ไม่มีสิ่งใดช่วยรองรับแรงกระแทก ทุกครั้งที่รถกระเทือนบั้นท้ายล้วนชาหนึบ โชคดีที่ปูหญ้าไว้ด้านล่างบ้าง เมื่อถึงเวลาจะได้ให้วัวกิน
ฉินหย่วนซานกับฉินเต๋อชางเห็นได้ชัดว่าคุ้นชินกับเรื่องนี้มานานแล้ว ร่างกายจึงไหวเอนไปตามจังหวะของรถเทียมวัวอย่างแผ่วเบา
ฉินเต๋อชางกล่าวว่า “ค่อย ๆ ขับไป ไม่ต้องร้อนใจ ฟ้าสางแล้วไปถึงก็พอ”
เมื่อฟ้าเริ่มสาง พวกเขาก็เดินทางมาถึงถนนหลวงที่มุ่งสู่ตัวอำเภอเสียที สภาพถนนดีขึ้นเล็กน้อย ทว่ารถเทียมวัวก็ยังคงโคลงเคลงไปอย่างเชื่องช้า
ท่ามกลางแสงอรุณ ขุนเขาไกลโพ้นทอดตัวเขียวครึ้ม ท้องทุ่งสองข้างทางอาบแสงทองเป็นประกาย ฉินเหอวั่งเริ่มมีแรงขึ้นมาบ้าง จึงหันไปมองผู้คนกับรถม้าที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นบนถนนด้วยความอยากรู้อยากเห็น ฉินฮ่าวหรานเองก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย สายตาถูกทิวทัศน์ระหว่างทางดึงดูดไว้
ฉินหย่วนซานหันกลับไปมองเด็กทั้งสองเป็นครั้งคราว เมื่อเห็นว่าพวกเขาแม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่ยังพอไหว จึงคลายใจลงเล็กน้อย เขาสังเกตว่าฮ่าวหรานเงียบมาตลอด เอาแต่มองไปยังเบื้องหน้า จึงเอ่ยถามก่อนอย่างหาได้ยากว่า “ฮ่าวหราน เหนื่อยหรือไม่ หากเหนื่อยก็พิงสุ่มปลาแล้วงีบสักครู่เถิด”
