ที่นั่นมีกำแพงเมืองสูงตระหง่าน มีที่ว่าการอันโอ่อ่า มีร้านรวงนับไม่ถ้วน อีกทั้งยังมีใต้เท้าและฮูหยินสวมอาภรณ์แพรไหม... ทุกสิ่งล้วนเป็นแรงดึงดูดมหาศาลสำหรับเขา
เขาวนเวียนอยู่รอบฉินหย่วนซาน ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มประจบประแจง ออดอ้อนตื๊อไม่เลิกรา “ท่านพ่อ! ท่านพ่อแท้ ๆ ของข้า! พาข้าไปด้วยเถิด! ข้ารับรองว่าจะไม่ก่อเรื่อง! ข้าแรงเยอะ ช่วยท่านยกข้องปลา แบกหาบได้! ข้าทำงานเป็น! ให้ข้าตามไปเปิดหูเปิดตาด้วยเถิด! ขอร้องละ!”
ฉินหย่วนซานกำลังตรวจดูสภาพปลาไหลเป็นครั้งสุดท้าย เปลี่ยนน้ำในโอ่ง ทั้งยังคิดถึงการเดินทางไกลและการค้าขายในวันพรุ่งนี้ จึงตึงเครียดหงุดหงิดอยู่ก่อนแล้ว ครั้นถูกลูกชายเกาะติดไม่เลิก โทสะก็พลุ่งขึ้นทันที
เขาถลึงตาใส่แล้วตวาดว่า “ไป ๆ ๆ! ไปอยู่ทางโน้น! จะมาสร้างความวุ่นวายอะไร! นี่ไปทำงาน ไม่ได้ไปเที่ยวเล่น! ระยะทางหลายสิบลี้ รถวัวกระแทกจนแทบพัง เจ้าอดทนไหวหรือ? อยู่บ้านดี ๆ ช่วยแม่เจ้าทำงาน ดูแลน้องชายกับน้องสาวให้ดี!”
ฉินเหอวั่งเห็นว่าออดอ้อนนุ่มนวลไม่เป็นผล นิสัยดื้อรั้นของเด็กหนุ่มกับความใฝ่ฝันอันแรงกล้าที่จะไปเมืองอำเภอก็เอาชนะความหวาดกลัวบิดาในชั่วพริบตา
เขาจึงตัดสินใจดื้อแพ่ง ทิ้งตัวนั่งลงกับพื้นดังตุบ แล้วกอดหน้าแข้งที่เปื้อนโคลนของฉินหย่วนซานไว้แน่น พลางร้องโวยวายว่า “ข้าไม่! ข้าจะไป! ข้าจะไปดูเมืองอำเภอ! ถ้าท่านไม่พาข้าไป ข้า...ข้าจะบอกทุกคนว่าข้าไม่ไปขุดไส้เดือนแล้ว! ไม่ให้พวกเขาไปด้วย! พวกเราจะหยุดงานกันหมด! คอยดูเถิดว่าพวกท่านจะเอาปลาไหลที่ไหนไปขาย!”
เมื่อรู้สึกว่าตนมีแต้มต่อ ความกล้าก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เสียงของเขาจึงดังขึ้นไม่น้อย
