คำกล่าวนี้ทำให้ผู้อาวุโสในตระกูลหลายคนซึ่งผ่านโลกมามาก ต่างตื่นเต้นขึ้นมา!
เดิมทีความคาดหวังสูงสุดของพวกเขาก็เพียงอาศัยคุณวุฒิซิ่วไฉของฉินฮ่าวหราน เพื่อให้ในภายหน้าสามารถลดภาษีที่นาได้บางส่วน และมีสิทธิ์มีเสียงในกิจการของหมู่บ้านมากขึ้น ใครจะคาดคิดว่าคุณวุฒินี้ยังจะชักนำให้เกิดหนทางสร้างทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกันเป็นทอด ๆ เช่นนี้? เรื่องนี้ก้าวพ้นกรอบความคิดแบบเกษตรกรรมที่พวกเขาคุ้นเคยไปไกลแล้ว!
ที่น่ายินดียิ่งกว่านั้นคือ ฉินฮ่าวหรานมิได้กล่าวเพียงลมปาก แม้แต่ขั้นตอนดำเนินการและการแบ่งผลประโยชน์ก็ล้วนมีแนวคิดเบื้องต้นแล้ว
ฉินฮ่าวหรานกล่าวเสริมว่า “เรื่องนี้เกี่ยวพันกับคนทั้งตระกูล จำต้องหารือกันอย่างรอบคอบแล้วค่อย ๆ ดำเนินการ ข้าคิดว่าให้แจ้งแผนการนี้แก่คนทั้งตระกูลก่อน ผู้ใดเต็มใจร่วมเลี้ยงเป็ด แปรรูปเป็ด หรือเรียนรู้วิชา ก็ลงชื่อสมัครตามความสมัครใจ
ในระยะแรกไม่ควรรับคนมากเกินไป ต้องให้คนในตระกูลประเมินความรับผิดชอบและความสามารถเสียก่อน หากมีผู้สมัครจำนวนมาก ก็ใช้การจับฉลากเป็นหลักเพื่อแสดงความเป็นธรรม ช่วงเริ่มต้นของกิจการ ให้มุ่งส่งสินค้าแก่เมืองและอำเภอของเราเป็นหลัก ค่อย ๆ ดำเนินการอย่างมั่นคง”
“ทว่า มีเรื่องหนึ่งที่ต้องชี้แจงให้คนในตระกูลเข้าใจถึงข้อดีข้อเสีย หากเราเลี้ยงเป็ดและแปรรูปเป็ดในวงกว้าง ทั้งยังนำออกขายภายนอก ในทะเบียนครัวเรือนของทางการ เราอาจถูกจัดเป็นครัวเรือนพ่อค้าหรือช่างฝีมือ ซึ่งมีฐานะทางสังคมแตกต่างจากชาวนาโดยแท้ กระทั่งอาจส่งผลต่อการสอบคัดเลือกขุนนางของบุตรหลานบางคนในภายหน้า เรื่องได้เสียนี้ คนในตระกูลต้องชั่งน้ำหนักและเลือกด้วยความสมัครใจ”
ท้ายที่สุด ฉินฮ่าวหรานก็เสนอแนวทางแบ่งผลประโยชน์ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญว่า
“ในช่วงเริ่มต้นของกิจการ อาจใช้รายได้จากที่นาส่วนกลางของตระกูลเป็นทุนส่วนหนึ่ง เมื่อมีกำไรแล้ว ให้แบ่งผลกำไรสามส่วนจากสิบส่วนเข้าบัญชีกลางของตระกูล ใช้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนรวมสำหรับโรงเรียนประจำตระกูล การซ่อมแซมศาลบรรพชน การช่วยเหลือผู้โดดเดี่ยวและไร้ที่พึ่ง ตลอดจนสนับสนุนบุตรหลานคนอื่น ๆ ให้ศึกษาเล่าเรียนในภายหน้า
